ยัยเด็กโง่สมคำร่ำลือโดยแท้
บทที่ 42 ยัยเด็กโง่สมคำร่ำลือโดยแท้
อึ้งย้งยกมือขึ้นจากสระรับห่อกระดาษไว้ พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่คืออะไร?”
หลี่ฉางอัน: “นำผงยาในห่อโรยรอบๆ ตัวเสี่ยวเจียว”
“หืม? โรยรอบตัวเสี่ยวเจียว หมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ฉางอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ใช้สลายพิษของ ‘หัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ’ ในร่างนาง”
สิ้นเสียงนี้ ร่างของเสี่ยวเจียวก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที!
ไม่เพียงแต่อึ้งย้งที่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง แม้แต่เอี้ยง้วยที่สงบนิ่งมาตลอดก็ยังอดปรายตามองไปยังเสี่ยวเจียวไม่ได้
แต่เมื่อมองพิจารณาผิวพรรณที่ขาวผ่องและเนียนละเอียดราวกับหยกเนื้อดีของเสี่ยวเจียวแล้ว อึ้งย้งก็ขมวดคิ้ว
“เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่? ผู้ที่ฝึกวิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ ไม่ใช่ว่าพิษร้ายจะต้องแทรกซึมทั่วใบหน้าจนอัปลักษณ์หรอกรึ? ”
“ผิวพรรณของเสี่ยวเจียวดีถึงเพียงนี้ ไม่เห็นเหมือนคนที่ฝึกวิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษเลย?”
ได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันที่ลงไปในสระอีกฝั่งหนึ่งแล้วก็เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ผู้ใดบอกเจ้าว่าฝึกหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษแล้วจะต้องอัปลักษณ์?”
เขาหลับตาลง สัมผัสไออุ่นที่โอบล้อมกาย พลางเอ่ยต่อไปช้าๆ “วิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษแบ่งออกเป็นสองสาย”
“สายแรกคือการฝึกจากภายนอกสู่ภายใน ผู้ฝึกจะต้องให้แมงมุมพิษหลากสีดูดเลือดของตน เพื่อชักนำพิษของแมงมุมเข้าสู่กระแสเลือด”
“การฝึกเช่นนี้ จึงจะทำให้ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปเพราะอิทธิพลของพิษที่ไหลเวียนอยู่”
“สายที่สอง คือการฝึกจากภายในสู่ภายนอก”
“ทุกครั้งจะต้องกลืนแมงมุมพิษหลากสีลงไปพร้อมกับโอสถพิษชนิดพิเศษ เพื่อดูดซับพิษร้ายให้ไปสะสมอยู่ภายในตันเถียน”
“หากฝึกด้วยวิธีนี้... รูปลักษณ์ภายนอกย่อมไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย”
เมื่อได้ยินดังนั้น อึ้งย้งก็หันไปมองเสี่ยวเจียว “ที่เขาพูดเป็นความจริงหรือ?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของอึ้งย้ง เสี่ยวเจียวก็พยักหน้า ร่างกายพลันแข็งทื่อ
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเจียวยอมรับ ความประหลาดใจในใจของอึ้งย้งก็ยิ่งทวีคูณ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางฝึกวิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ?”
หลี่ฉางอันตอบอย่างสบายๆ “แค่มองดูก็รู้แล้ว”
อันที่จริง... หากเป็นหลี่ฉางอันในเมื่อก่อน ต่อให้ใช้เวลาทั้งชาติก็อาจมองไม่เห็นความผิดปกตินี้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาคือผู้ครอบครองวิชาแพทย์ระดับปรมาจารย์
หากพูดถึงวิชาแพทย์ ทั่วทั้งแผ่นดินนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดเทียบเทียมเขาได้อีก
แม้ว่าระหว่างทานอาหารก่อนหน้านี้ เขาจะเพียงแค่เหลือบมองไม่กี่ครั้ง
แต่หลี่ฉางอันก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่มือขวาของเสี่ยวเจียว
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง หลี่ฉางอันก็เอ่ยต่อว่า “วิธีฝึกจากภายในสู่ภายนอก แม้จะไม่ส่งผลต่อรูปโฉมในทันที แต่ก็จำเป็นต้องกลืนกินโอสถพิษสูตรพิเศษเป็นประจำเพื่อสะกดพิษร้ายไว้” เขาหยุดไปเล็กน้อย
“แต่ทุกสิ่งย่อมไม่มีอะไรแน่นอน ยิ่งฝึกวิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษนานเท่าใด พิษที่สะสมในร่างกายก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น ปริมาณโอสถที่ต้องใช้เพื่อสะกดมันไว้ก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว”
“และเมื่อใดที่พิษร้ายในร่างกายมีมากเกินกว่าที่โอสถจะสะกดไว้ได้ มันก็จะปะทุออกมาในชั่วพริบตา พิษจะแทรกซึมไปทั่วทุกอณู เปลี่ยนผู้ฝึกให้กลายเป็น ‘มนุษย์พิษ’ โดยสมบูรณ์”
““ถึงตอนนั้น... ผลกระทบที่มีต่อรูปลักษณ์ภายนอกจะเลวร้ายยิ่งกว่าสายแรกหลายเท่า”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายอันนั้น ร่างของเสี่ยวเจียวพลันสั่นเทิ้ม สีหน้าซีดเผือด นางพึมพำกับตนเองอย่างเลื่อนลอย
“เป็นไปได้อย่างไร? ‘นาง’ บอกว่า... หากฝึกด้วยโอสถนี้ จะไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น...”
“‘นาง?’” เมื่อได้ยินเสียงพึมพำของเสี่ยวเจียว อึ้งย้งก็เอ่ยถาม “‘นาง’ ที่เจ้าพูดถึงคือใคร?”
ทว่าเมื่อเผชิญกับคำถามของอึ้งย้ง สีหน้าของเสี่ยวเจียวพลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก นางรีบก้มหน้างุด ไม่ยอมเอ่ยคำใดอีก
ปฏิกิริยานั้นยิ่งทำให้อึ้งย้งขมวดคิ้วแน่น... นางอนุมานได้ทันทีว่า ‘นาง’ ที่เสี่ยวเจียวพูดถึงย่อมมีเจตนาร้ายอย่างแน่นอน แต่เมื่อดูจากปฏิกิริยาของเสี่ยวเจียวในตอนนี้ กลับดูเหมือนว่านางต้องการปกป้องคนผู้นั้นอย่างเห็นได้ชัด…
ก่อนหน้านี้แม้ว่าอึ้งย้งจะคิดว่าเสี่ยวเจียวเป็นเด็กซื่อๆ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะซื่อจนโง่งมได้ถึงเพียงนี้!
แต่ยังไม่ทันที่อึ้งย้งจะได้ซักไซ้ต่อ เสียงของหลี่ฉางอันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าไม่จำเป็นต้องฝึกวิชาหัตถ์แมงมุมหมื่นพิษอีกต่อไปแล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไร”
เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ฉางอัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เสี่ยวเจียวก็ตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เสี่ยวเจียวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
จากนั้น อึ้งย้งก็ทำตามที่หลี่ฉางอันบอก นางเปิดห่อกระดาษแล้วโรยผงโอสถทั้งหมดลงไปรอบตัวเสี่ยวเจียว ส่วนตนเองก็เฝ้ามองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ส่วนเอี้ยง้วยก็ไม่ได้ลุกออกจากสระน้ำพุร้อนเช่นกัน ในเมื่อหลี่ฉางอันไม่ได้เอ่ยปากไล่ ก็หมายความว่าพวกนางไม่จำเป็นต้องขึ้นจากสระ
ทันทีที่ผงยาสัมผัสน้ำ มันก็สลายตัวในพริบตา... ไอโอสถอันร้อนแรงสายหนึ่งพลันแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเสี่ยวเจียวทุกทิศทาง!
ชั่วอึดใจเดียว ภายในร่างกายของนางก็ร้อนรุ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเล็กๆ ก็แดงก่ำขึ้นราวกับผลตำลึงสุก แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ทั่วทั้งร่างของนางกลับไม่มีเหงื่อไหลซึมออกมาแม้แต่หยดเดียว ราวกับว่ารูขุมขนทั่วทั้งร่างถูกผนึกไว้จนหมดสิ้น
เวลาผ่านไปจนกระทั่งครึ่งชั่วยามเต็ม เสียงน้ำสาดกระเซ็นก็ดังขึ้นจากฝั่งของหลี่ฉางอัน เป็นสัญญาณว่าเขาขึ้นจากบ่อแล้ว หญิงสาวทั้งสามจึงทยอยลุกขึ้นตามไปติดๆ
แต่ขณะที่อึ้งย้งและเอี้ยง้วยกำลังโคจรพลังลมปราณและปราณแท้จริงเพื่อขับไล่หยดน้ำบนร่างให้ระเหยไป หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน “เสี่ยวเจียว เจ้าอย่าเพิ่งโคจรลมปราณ ใช้ผ้าเช็ดตัวตามปกติก็พอ”
เสี่ยวเจียวที่กำลังจะทำเช่นเดียวกันชะงักไปทันที ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเปลี่ยนไปใช้ผ้าเช็ดร่างกายแทน
เมื่อนางเดินขึ้นมาจากสระน้ำพุร้อน หลี่ฉางอันก็นั่งรออยู่ที่ลานเรือนแล้ว พลางกวักมือเรียกนางให้เข้าไปหา
เมื่อนางเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้า สายตาของหลี่ฉางอันก็หยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของนางครู่หนึ่ง จากนั้น มือขวาของเขาก็เคลื่อนไหว!
ปลายนิ้วทั้งห้าจี้สกัดตามจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างของเสี่ยวเจียวอย่างรวดเร็วและแม่นยำราวกับภูตพราย!
ขณะที่โคจรพลังลมปราณ พลังหลายสายก็ไหลผ่านปลายนิ้วของเขาเข้าสู่จุดชีพจรของเสี่ยวเจียว
จากนั้น ท่ามกลางสายตาของอึ้งย้งและเอี้ยง้วย มือทั้งสองข้างของเสี่ยวเจียวก็พลันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำอย่างรวดเร็ว
และยิ่งหลี่ฉางอันขยับนิ้ว สีดำคล้ำนั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น จนเปลี่ยนเป็นสีดำอมม่วงที่น่าหวาดกลัว
“ย้งเอ๋อร์ ไปหยิบอ่างกับมีดเล็กมาให้ข้า”
ขณะที่มือขวายังคงจี้จุดชีพจรบนร่างของเสี่ยวเจียวไม่หยุด หลี่ฉางอันก็เอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับกังวานชัดในทุกถ้อยคำ
เมื่อได้ยินเสียง อึ้งย้งก็โคจรวิชาตัวเบาพุ่งเข้าไปในครัว แล้วกลับออกมาพร้อมกับอ่างไม้และมีดสำหรับปอกผลไม้
“กรีดปลายนิ้วทั้งสิบของนาง... แผลไม่ต้องใหญ่มาก”
อึ้งย้งได้ยินดังนั้นก็หยิบมีดขึ้นมากรีดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แม้ว่าความเร็วในการลงมีดจะรวดเร็วอย่างยิ่ง แต่ทุกครั้งกลับหยุดลงอย่างพอดิบพอดี
แต่ที่ทำให้เสี่ยวเจียวประหลาดใจก็คือ แม้นิ้วทั้งสิบจะถูกกรีดจนเป็นแผล แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
และเมื่อปลายนิ้วถูกกรีด โลหิตสีดำอมม่วงก็เริ่มหยดลงมาจากปลายนิ้วของนางทีละหยด
ในเวลาไม่นาน ในอ่างไม้ก็มีโลหิตสีดำอมม่วงเริ่มนองเจิ่งเป็นแอ่งเล็กๆ
แต่ที่น่าแปลกก็คือโลหิตเหล่านี้ไม่เพียงไม่มีกลิ่นคาวแม้แต่น้อย แต่กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานจนเลี่ยนจมูก
เมื่อสังเกตเห็นจุดนี้ สีหน้าของอึ้งย้งและเอี้ยง้วยไม่เพียงไม่ผ่อนคลาย แต่กลับเคร่งขรึมลงยิ่งกว่าเดิม
ในยุทธภพนี้เป็นที่รู้กันดี ยิ่งพิษร้ายกาจมากเท่าใด กลิ่นก็จะยิ่งหอมหวานมากเท่านั้น ก็เหมือนกับหลักการที่ว่ายิ่งเห็ดมีสีสันสวยงามมากเท่าใด พิษของมันก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น
ยากจะจินตนาการได้ว่าพิษที่ร้ายกาจเช่นนี้ กลับไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเด็กสาวผู้หนึ่งมาเป็นเวลานาน
ชั่วขณะนั้น เมื่ออึ้งย้งก็มองใบหน้าที่ซีดเผือดของเสี่ยวเจียว นางก็พลันรู้สึกเวทนาสงสารยัยเด็กโง่คนนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก