งามแบบต่างแดน
บทที่ 43 งามแบบต่างแดน
บางทีอาจเป็นเพราะต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของเสี่ยวเจียว หลี่ฉางอันจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า
“สมุนไพรที่ข้าให้ใส่ลงไปเมื่อครู่ ก็เพื่อกระตุ้นให้โลหิตภายในกายเจ้าปั่นป่วน”
“จากนั้นตัวยาจะทำหน้าที่แยกพิษร้ายออกจากโลหิตของเจ้าชั่วคราว”
“เมื่อขับโลหิตพิษเหล่านี้ออกมาจนหมด แล้วให้เจ้าแช่น้ำพุร้อนต่ออีกสักสองสามวัน พิษจาก ‘หัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ’ ก็จะสลายไปจนหมดเอง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ หลี่ฉางอันหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริมว่า “ที่สำคัญ หลังจากนี้ ต่อให้เจ้าไม่ได้รับยาแก้พิษใดๆ เจ้าก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานอีกต่อไป”
สิ้นเสียงของเขา ร่างของเสี่ยวเจียวพลันชะงักงัน ดวงตาที่เคยหม่นหมองพลันฉายประกายแห่งความหวังจับจ้องไปยังหลี่ฉางอัน
ราวกับต้องการการยืนยันซ้ำอีกครั้ง
แต่เมื่อสายตาของนางจับจ้องไปยังใบหน้าของหลี่ฉางอัน และเห็นท่าทีสบายๆ ไม่ยี่หระของเขา
แม้เขาจะไม่ได้เอ่ยคำใดอีก ทว่าเสี่ยวเจียวกลับรู้สึกสงบใจลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ในเวลาไม่นาน เมื่อโลหิตพิษหยดสุดท้ายจากฝ่ามือทั้งสองข้างของเสี่ยวเจียวไหลออกมา มือของนางก็กลับมาขาวผ่องนวลเนียนดังเดิม หลี่ฉางอันจึงลงมือสกัดจุดบนข้อมือทั้งสองของนางเพื่อห้ามเลือด
พร้อมทั้งนำโอสถสมานแผลมาโรยและพันแผลให้เสี่ยวเจียว
ฝีมือการลงมีดของอึ้งย้งก่อนหน้านี้นับว่าแม่นยำยิ่ง บาดแผลจึงไม่ได้ลึกอะไร
ประกอบกับพื้นฐานร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ คาดว่าพรุ่งนี้บาดแผลของเสี่ยวเจียวก็น่าจะเริ่มสมานตัวแล้ว
หลังจากพันแผลให้เสี่ยวเจียวเสร็จ หลี่ฉางอันก็ลูบศีรษะเล็กๆ ของนางเบาๆ แล้วกล่าวว่า “กลับไปแช่น้ำต่ออีกครึ่งชั่วยาม หลังจากนี้ให้มาแช่ทุกเช้าอีกครึ่งชั่วยาม เพื่อขับพิษที่ยังตกค้างอยู่ออกมาให้หมด”
“จำไว้ว่าให้ยกมือขึ้นสูง อย่าให้แผลโดนน้ำ มิเช่นนั้นบาดแผลอาจต้องใช้เวลาสมานตัวเพิ่มขึ้นอีกวันสองวัน”
เมื่อได้ฟังคำกำชับของหลี่ฉางอัน เสี่ยวเจียวก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
จากนั้นจึงลุกขึ้นเดินกลับไปยังบ่อน้ำพุร้อนอีกครั้ง
ทว่า...ย่างก้าวของนางในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความสับสนในใจ แลดูใจลอยอยู่หลายส่วน
ภาพนั้นทำให้หลี่ฉางอันได้แต่ลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
‘เมื่อมีวรยุทธ์ กฎเกณฑ์ก็ไร้ความหมาย’
แม้แต่ในโลกชีวิตที่แล้วที่หลี่ฉางอันจากมา เรื่องราวชีวิตของผู้คนบางส่วนยังมิอาจหลีกหนีความทุกข์ระทมได้
นับประสาอะไรกับโลกยุทธภพที่ยึดถือวิถีแห่งกำลังเป็นใหญ่แห่งนี้
บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ... ความรักและความเกลียดชังเพียงน้อยนิดก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนมากมายหน้ามืดตามัวจนกลายเป็นคนสุดโต่ง บ้าคลั่งและโหดเหี้ยม
เสี่ยวเจียว... เดิมทีอยู่ในวัยที่ควรจะร่าเริงสดใสไม่ต่างจากอึ้งย้ง ทว่านางกลับทั้งเชื่อฟังและรู้จักวางตัวอย่างยิ่ง ความรู้ความของนางในตอนนี้กลับยิ่งขับเน้นให้น่าเวทนา
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันลุกขึ้นยืน อึ้งย้งก็มองเขาด้วยแววตาประหลาดใจ
“เจ้ารู้วิชาแพทย์ด้วยหรือ? เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่เคยบอกพวกเราเลย?”
ได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็ตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“แล้วจะให้ข้าเที่ยวไปดึงหูผู้คนแล้วกระซิบข้างหูพวกเขาว่าข้ารู้วิชาแพทย์รึอย่างไร?”
ริมฝีปากเล็กๆ ของอึ้งย้งเบะลงทันควัน นางถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ครั้นเมื่อตั้งสติได้ นางก็พลันทะยานร่างเข้าหาหลี่ฉางอันอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว ก่อนจะฝังคมเขี้ยวเล็กๆ ลงบนไหล่ของเขา!
“ไอ้คนสารเลว ข้าจะกัดเจ้าให้ตาย!”
หลี่ฉางอันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเจ็บปวด รีบดันศีรษะเล็กๆ ของอึ้งย้งออก
“โอ๊ย! เจ็บๆๆ ปล่อยนะ! เจ้าเกิดปีจอหรืออย่างไรกัน!”
เมื่อมองดูคนทั้งสองที่หยอกล้อกัน เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ มุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง
ทว่าเมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นคราบเลือดในอ่างไม้ รอยยิ้มนั้นก็เลือนหายไป พร้อมกับความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้น
จากคำอธิบายของหลี่ฉางอันก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าพิษ ‘หัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ’ ในร่างของเสี่ยวเจียวได้หลอมรวมเข้ากับโลหิตไปแล้ว
ทว่าพิษที่แค่ฟังก็รู้แล้วว่าร้ายกาจยากที่จะรับมือเช่นนี้ กลับถูกหลี่ฉางอันขจัดออกไปได้อย่างง่ายดาย
เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็บ่งบอกได้แล้วว่าวิชาแพทย์ของหลี่ฉางอันนั้นสูงล้ำเกินกว่าหมอธรรมดาทั่วไปจะเทียบเทียมได้
แต่แล้วเอี้ยง้วยกลับส่ายศีรษะช้าๆ ให้กับความคิดของตนเอง
“ขนาดหูชิงหนิวกับเซวียมู่หัว พวกที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอเทวดาในตอนนั้นยังจนปัญญากับอาการของ ‘นาง’ เขาที่อายุยังน้อยเพียงนี้ ต่อให้วิชาแพทย์จะสูงส่งแล้วจะทำอะไรได้?”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของนางก็ฉายแววหม่นแสงวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิม
ทว่าอารมณ์ของนางก็พลันดิ่งลงอย่างกะทันหัน
….
ยามไฮ่ (21:00 น. - 22:59 น.)
หลี่ฉางอันวางพู่กันในมือลง มองรายการสมุนไพรและของที่ต้องซื้อในวันพรุ่งนี้ซึ่งเขียนไว้จนเต็มหน้ากระดาษ เขาอดถอนหายใจยาวออกมาไม่ได้
เมื่อคราวหมักสุราเดือนก่อน เดิมทีหลี่ฉางอันคิดว่าน่าจะเพียงพอสำหรับดื่มไปได้อย่างน้อยครึ่งปี
ตัวเขาเองก็ไม่ใช่พวกขี้เมา แค่จิบเบาๆ พอให้รู้สึก ‘กรึ่มๆ’ ในแต่ละวันก็พอแล้ว
ทว่าหลี่ฉางอันอาจจะพอใจแค่ ‘กรึ่มๆ’ แต่อึ้งย้งกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะอย่างไรสุราของเขาดื่มแล้วไม่ปวดศีรษะ แม้จะเมาหลับไป ตื่นมาอีกวันก็มีแต่จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ยามอารมณ์ดีอึ้งย้งก็จะดื่มสักสองสามจอก ยามเล่นหมากล้อมหรือไพ่นกกระจอกแล้วแพ้พนันก็ดื่มอีกสองสามจอก จากนั้นก็หลับยาวไปจนถึงรุ่งสาง
เมื่อรวมกับการแช่น้ำพุร้อนที่ต้องใช้สุราหนึ่งไหเล็กทุกวัน
ทำให้เวลาเพียงเดือนเดียว สุราที่เก็บไว้ในห้องก็ร่อยหรอลงไปจนแทบจะไม่เหลือแล้ว
ดังนั้น หลี่ฉางอันจึงเตรียมตัวที่จะออกไปจัดซื้อวัตถุดิบเพิ่มในวันพรุ่งนี้ ตั้งใจว่าจะจัดการให้เสร็จสิ้นในคราเดียว เตรียมให้พอใช้ไปได้อีกสามเดือนหรือกระทั่งครึ่งปี
สมุนไพรที่ใช้ในการหมักสุรานั้นราคาไม่นับว่าแพง แต่ปริมาณที่ต้องการนั้นค่อนข้างมากพอสมควร!
นับว่าโชคดีที่บัดนี้หลี่ฉางอันมีเงินทองเหลือเฟือ
ทั้งระบบเช็คอินก็ยังมอบเงินทองให้เขาได้อย่างต่อเนื่อง
มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเฉกเช่นในตอนนี้ได้
หลังจากทบทวนรายการอีกครั้งจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น
หลี่ฉางอันจึงวางพู่กันลง บิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะเปิดประตูและก้าวออกไปด้านนอก
และทันทีที่บานประตูเปิดออก สิ่งแรกที่หลี่ฉางอันเห็นก็คือเสี่ยวเจียวที่นั่งอยู่บนม้านั่งหินกลางลานบ้าน
เงาร่างนั้นนั่งอยู่เงียบงัน อาบไล้ด้วยแสงจันทร์นวลกระจ่าง เผยให้เห็นเส้นผมของนางที่ยังคงเปียกอยู่ นางไม่ได้ใช้พลังลมปราณทำให้แห้ง
บางทีอาจเป็นเพราะนางกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด จนกระทั่งหลี่ฉางอันเดินเข้ามาใกล้นางก็ยังไม่รู้สึกตัว
“ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีก?”
สุ้มเสียงที่เอ่ยขึ้นเบาๆ ของหลี่ฉางอันทำให้นางสะดุ้งสุดตัว
เมื่อหันมาเห็นว่าเป็นเขาที่มานั่งลงข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ เสี่ยวเจียวก็รีบลุกขึ้นคารวะ“คุณชาย!”
หลี่ฉางอันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพลางกล่าวว่า “นั่งเถิด! บอกไปกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าไม่จำเป็นต้องคารวะทุกครั้ง ข้าไม่ชอบเรื่องพวกนี้”
ท่าทีสบายๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขานั้น ทำให้ในใจของเสี่ยวเจียวผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ
นางนั่งลงข้างกายเขาอีกครั้ง พลางเงยหน้าขึ้นมองจันทร์กระจ่างฟ้าอย่างเงียบงัน
หลี่ฉางอันมองจันทร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาพินิจใบหน้าของเสี่ยวเจียว
หากความงามของอึ้งย้งและเอี้ยง้วยคือความ “งามอันหมดจดละเอียดอ่อน”
ความงามของเสี่ยวเจียวก็เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ของดินแดนห่างไกล ด้วยมีเชื้อสายชาวเปอร์เซีย
ดังนั้นเครื่องหน้าของนางจึงแลดูมีมิติคมคายกว่า
ประกอบกับดวงตากลมโตคู่นั้น ยิ่งเสริมให้มีเสน่ห์ลึกลับน่าค้นหามากขึ้นอีกหลายส่วน
ในยามนี้ แสงจันทร์สาดกระทบลงบนใบหน้าของเสี่ยวเจียว
ราวกับเป็น ‘ฟิลเตอร์’ ในชาติภพก่อน ขับให้ใบหน้าของนางดูนวลกระจ่างเรืองรอง แลดูมีมิติชวนฝัน
ยิ่งขับเน้นให้เครื่องหน้าของเสี่ยวเจียวดูมีมิติเด่นชัดขึ้นไปอีก
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ประโยคหนึ่งพลันผุดขึ้นในความคิดของหลี่ฉางอัน
“มนต์เสน่ห์จากต่างแดน ส่ายสะโพกสะกดใจ”
เมื่อคิดดังนั้น หลี่ฉางอันก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “เสี่ยวเจียว”
เสี่ยวเจียวตอบรับ “อืม? คุณชายมีอันใดหรือเจ้าคะ?”
ดวงตาสองข้างของหลี่ฉางอันฉายแววคาดหวัง “เจ้าร่ายรำเป็นหรือไม่?”