ยัยหนูนี่...ท่าทางแปลกๆ
บทที่ 44 ยัยหนูนี่...ท่าทางแปลกๆ
คำถามที่ไร้ที่มาที่ไปของหลี่ฉางอัน ทำให้ดวงตากลมโตของเสี่ยวเจียวเต็มไปด้วยความสงสัย
นางไม่เข้าใจว่าอยู่ดีๆ เหตุใดหลี่ฉางอันถึงได้ถามคำถามนี้ขึ้นมา
“ไม่เป็นเจ้าค่ะ! ไม่เคยเรียนมาก่อนเลย!”
หลี่ฉางอันเหลือบมองเสี่ยวเจียวอย่างประหลาดใจ
อย่างไรเสีย นางก็มีมารดาบังเกิดเกล้าเป็นแม่เฒ่ากิมฮวย หรือก็คือมังกรเสื้อม่วง ผู้ซึ่งมาจากเปอร์เซีย
ในยุคสมัยนี้ สตรีที่มาจากเปอร์เซีย...มีผู้ใดบ้างที่จะร่ายรำไม่เป็น?
แต่พอคิดทบทวนดูอีกครั้ง หลี่ฉางอันก็พลันเข้าใจ
ในเมื่อวิชายุทธ์อย่าง ‘หัตถ์แมงมุมหมื่นพิษ’ เสี่ยวเจียวยังได้ฝึกฝนมัน เรื่องอย่างการร่ายรำ สำหรับเสี่ยวเจียวในอดีตแล้ว เกรงว่าคงเป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฉางอันจึงเอ่ยขึ้น “เช่นนั้น...ให้ข้าสอนเจ้าดีหรือไม่?”
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลนัก แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘ร่ายรำ’ ดวงตาของเสี่ยวเจียวก็ทอประกายความสนใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
สายตาของหลี่ฉางอันสำรวจร่างกายของเสี่ยวเจียวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตนเอง “เสื้อผ้าของเจ้าก็ดูเรียบง่ายเกินไป…ข้ารู้สึกว่ายังใช้ไม่ได้ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปสั่งตัดอาภรณ์ให้เจ้ากับยัยหนูอึ้งย้งสักสองสามชุด”
อย่างไรเสียการร่ายรำก็ต้องดูงดงามน่ามองเป็นสำคัญ
หากเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่ส่งเสริม อรรถรสก็คงจะลดน้อยลงไปหลายส่วน
ส่วนเอี้ยง้วยน่ะหรือ...ช่างนางเถิด!
หลี่ฉางอันคาดว่าหากเขาคะยั้นคะยอให้ประมุขวังบุปผาผู้สูงส่งร่ายรำในแบบที่เขาสอน
เพียงร่ายรำไปได้ไม่กี่ท่า นางคงจะกำหมัดน้อยๆ ซัดมาที่หน้าอกเขาเป็นแน่
การลงทุนที่ต้องเสี่ยงตายเพื่อชมการร่ายรำเพียงครั้งเดียว หลี่ฉางอันรู้สึกว่าการค้าครั้งนี้ขาดทุนย่อยยับ
ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เมื่อได้ฟังเสียงพึมพำของหลี่ฉางอัน ความสงสัยในแววตาของเสี่ยวเจียวก็ยิ่งทวีคูณ
นางรู้สึกว่าหลายต่อหลายครั้งตนเองมักจะตามความคิดของคุณชายผู้นี้ไม่ทัน
หลี่ฉางอันลุกขึ้นยืน เอื้อมมือไปลูบศีรษะของเสี่ยวเจียวเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“วางใจเถอะ! ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังมีข้าคอยค้ำไว้ให้เจ้า”
“อายุยังน้อย อย่าได้อมทุกข์เช่นนี้เลย”
กล่าวจบ เขาก็หมุนกายเดินกลับไปยังห้องพักของตน จนกระทั่งมองส่งหลี่ฉางอันเข้าไปในห้องแล้ว เสี่ยวเจียวจึงค่อยละสายตากลับมา
ช่วงเวลาที่ผ่านมา จากการได้อยู่ร่วมกับหลี่ฉางอัน พอจะเข้าใจในตัวตนของหลี่ฉางอันขึ้นมาบ้าง
อ่อนโยน อิสระ และเกียจคร้านจนน่าโมโห
โดยพื้นฐานแล้วคือ ‘หากนั่งได้จะไม่ยืน หากนอนได้จะไม่นั่ง’
อีกทั้งวิถีชีวิตของเขาก็แม้จะไม่ถึงกับฟุ้งเฟ้อหรูหรา แต่เรียกได้เต็มปากว่าสุขสบายและละเมียดละไมอย่างยิ่ง
การได้อาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานของหลี่ฉางอันแห่งนี้ ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเสี่ยวเจียวคือ…
ในแต่ละวัน นอกจากตอนที่เล่นไพ่นกกระจอกและหมากล้อมห้าตัวแล้ว เวลาอื่นนางแทบไม่ต้องขบคิดเรื่องใดๆ ให้วุ่นวายใจอีกเลย
ทว่าชีวิตเช่นนี้ กลับทำให้นางรู้สึกถึงความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยพบพานมาก่อน
พร้อมกับความอบอุ่นที่ค่อยๆ โอบอุ้มจิตใจของนางไว้
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วไปนั่งลงบนม้านั่งหินตัวที่หลี่ฉางอันเคยนั่งก่อนหน้านี้
สัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนม้านั่งหิน
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง
เสี่ยวเจียวพลันพบว่า ดวงจันทร์บนฟากฟ้าในค่ำคืนนี้ กลับดูราวจะสุกสว่างกว่าคืนไหนๆ
……..
เช้าตรู่ของวันถัดมา
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย หลี่ฉางอันก็ออกจากเรือนไปตั้งแต่ยังไม่สาย
เมื่อเขากลับมาอีกครั้ง ด้านหลังของเขาก็มีขบวนรถม้าขนาดใหญ่ตามมาด้วยหลายคัน
เมื่อเห็นข้าวของทยอยถูกขนเข้าไปในห้องเก็บสุรา ดวงตาของอึ้งย้งก็เปล่งประกายเจิดจ้า
เมื่อคนงานขนของทุกอย่างเข้าไปในห้องเก็บสุราเรียบร้อยแล้ว
อึ้งย้งก็มองดูกองข้าวของที่กินพื้นที่ไปกว่าครึ่งห้อง ใบหน้าน้อยๆ ก็ฉายแววตื่นเต้นยินดี
“สุรามากมายถึงเพียงนี้ เช่นนั้นต่อไปพวกเราก็ดื่มกันได้ไม่อั้นทุกวันเลยใช่หรือไม่?”
ได้ยินคำพูดนี้ หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นอย่างระอา “เจ้าคิดจะเป็นแมวน้อยขี้เมาทุกวันเลยหรือไร? ยังจะดื่มไม่อั้นอีก?”
อึ้งย้งเบะปากแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ก็สุราของเจ้าทั้งรสเลิศทั้งไม่ทำให้ปวดหัว เมามายไปก็แค่หลับสักตื่นหนึ่งก็หาย เสี่ยวเจียว เจ้าว่าจริงหรือไม่!”
เสี่ยวเจียวที่ถูกลากเข้าไปร่วมวงด้วยได้แต่ยิ้มพลางพยักหน้า “สุราที่นายน้อยหมักนั้นรสเลิศยิ่งนักเจ้าค่ะ”
หลี่ฉางอันมองค้อนอึ้งย้งแวบหนึ่ง ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มจัดการกับข้าวของภายในห้อง
ของที่จัดซื้อมาในวันนี้มีปริมาณมากเกินไปจริงๆ
เมื่อเทียบกับการหมักสุราครั้งแรก ปริมาณวัตถุดิบในคราวนี้นับว่ามากกว่าถึงสามเท่าตัว
หลี่ฉางอันต้องทุ่มเทเวลาไปเกือบตลอดทั้งวันจึงจะหมักสุราทั้งหมดได้สำเร็จ
เมื่อมองดูไหสุราที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเต็มห้อง ทั้งยังติดป้ายชื่อกำกับไว้เรียบร้อย หลี่ฉางอันก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันเดินออกมา อึ้งย้งก็มองเขาอย่างประหลาดใจ “หาได้ยากนักที่จะเห็นเจ้าขยันขันแข็งถึงเพียงนี้! ถึงกับยอมไม่ออกไปนอนอาบแดดเลย”
หลี่ฉางอันยักไหล่ “ความเหนื่อยยากในวันนี้ก็เพื่อความสุขสบายในวันข้างหน้า”
พูดพลางก็ชำเลืองมองห่อผ้าบนโต๊ะแล้วเอ่ยถาม “นี่อันใดรึ?”
อึ้งย้งตอบทันควัน “เถ้าแก่ร้านหนังสือฉางซานนำมาส่งให้เมื่อครู่นี้ บอกว่าเป็นเงินส่วนแบ่งจากการขายหนังสือของเจ้าเมื่อเดือนก่อน”
“แล้วเขาก็ฝากข้ามาถามเจ้าด้วยว่านิยายเล่มถัดไปจะออกเมื่อใด?”
ได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อีกสักสองวันกระมัง!”
คำตอบนั้นทำให้อึ้งย้งตาโตด้วยความสนใจ
“เจ้าเขียนนิยายเรื่องใหม่เสร็จแล้วหรือ?”
“ยัง” หลี่ฉางอันตอบเรียบๆ “แต่การเขียนนิยายประเภทนี้ไม่ได้ยากเย็นอันใด รอวันพรุ่งนี้มะรืนนี้หาเวลาว่างสักหน่อยก็เขียนเสร็จแล้ว”
ขณะที่พูด หลี่ฉางอันก็คลี่ห่อผ้าออก
เมื่อห่อผ้าถูกเปิดออก ภายในเผยให้เห็นแท่งเงินขาวบริสุทธิ์หลายแท่งและปึกตั๋วเงิน
เพียงกวาดตามองคร่าวๆ แท่งเงินก็น่าจะมีมูลค่าหลายร้อยตำลึงแล้ว
นอกจากนั้นยังมีตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงอีกหนึ่งปึก
ดูจากความหนาแล้วน่าจะราวๆ สิบกว่าฉบับ
รวมๆ กันแล้วน่าจะเกือบหนึ่งหมื่นตำลึง
“เยอะถึงเพียงนี้เชียว?”
เมื่อเห็นแท่งเงินและตั๋วเงินในห่อผ้า อึ้งย้งก็เบิกตากว้าง
พลันเกิดความรู้สึกราวกับถูกเงินตราทำให้ตามืดบอดขึ้นมาฉับพลัน
ทว่าหลี่ฉางอันกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก
ผลลัพธ์นี้เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ นิยายเรื่อง ‘จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?’ ของเขาเพียงแค่วางจำหน่าย ก็กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว
ในเวลาเพียงไม่กี่วัน แค่ในเมืองฉางซานก็ขายไปได้หลายพันเล่มแล้ว
บางครั้งยามที่เขาออกไปเดินเล่น ก็ยังเห็นพ่อค้าหาบเร่แผงลอยบางคนนั่งยองๆ ริมถนนอ่านนิยายของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลังจากนั้น เถ้าแก่ร้านหนังสือก็ได้ขออนุญาตจากเขานำนิยายไปจำหน่ายยังเมืองอื่นๆ ด้วย
แต่เรื่องที่ว่าจำนวนเท่าใดนั้น หลี่ฉางอันก็ไม่ได้ใส่ใจติดตามรายละเอียดมากนัก
ทว่าเมื่อดูจากตอนนี้แล้ว ยอดขายน่าจะจัดว่าไม่เลวเลยทีเดียว
นอกจากเงินแล้ว ในห่อผ้ายังมีสมุดบัญชีที่คัดลอกด้วยลายมืออีกเล่มหนึ่ง
หลังจากกวาดสายตาดูสมุดบัญชีอย่างรวดเร็ว แล้วเปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่เถ้าแก่ส่งมา หลี่ฉางอันจึงพยักหน้าเบาๆ
เดิมทีในช่วงเช้า การซื้อสุราและสมุนไพรทำให้หลี่ฉางอันต้องจ่ายออกไปไม่น้อย แต่เมื่อได้เงินก้อนนี้มาหักลบกันแล้วกลับยังมีกำไรเหลืออีก
อย่างไรเสีย การมีช่องทางสร้างรายได้แบบนี้ไว้บ้างย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด
ขณะเดียวกัน สายตาของอึ้งย้งกลับจับจ้องอยู่ที่แท่งเงินและปึกตั๋วเงินบนโต๊ะหินตาไม่กะพริบ
ดวงตาคู่สวยของนางกลอกไปมาครู่หนึ่ง ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปาก นางย่างเท้าเข้าไปด้านหลังของหลี่ฉางอัน สองมือวางลงบนบ่าของเขาแล้วเริ่มนวดเบาๆ
“น้ำหนักมือเป็นอย่างไรบ้าง? พอดีหรือไม่?”น้ำเสียงหวานใสเอ่ยถามอย่างเอาใจ
“หืม?”
เมื่อเผชิญหน้ากับการเอาอกเอาใจอย่างกะทันหันของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองนางที่อยู่ด้านหลังด้วยความแปลกใจ
ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งเผยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อยเป็นพิเศษ ประกอบกับใบหน้างามล่มเมืองของนาง ยิ่งดูน่ารักน่ามองจนมิอาจบรรยายได้
ทว่า เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอึ้งย้งในยามนี้ ในใจของหลี่ฉางอันกลับยิ่งระแวงสงสัยมากขึ้น
“ยัยหนูนี่...ท่าทางไม่ชอบมาพากล”