ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเอง ข้าก็จะไม่มีวันจ่าย!!
บทที่ 45 ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเอง ข้าก็จะไม่มีวันจ่าย!!
หลี่ฉางอันหรี่ตามอง ขณะที่ในใจเพิ่มความระแวดระวังขึ้นหลายส่วน
“อยู่ดีๆ ก็มาเอาใจ แม่หนูอย่างเจ้ากำลังคิดแผนการร้ายกาจอันใดอยู่อีก?”
อยู่ร่วมกันมานานถึงเพียงนี้ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ทันนิสัยของอึ้งย้ง?
‘ฉลาดแกมโกงและซุกซนอย่างร้ายกาจ’ คือคำจำกัดความที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนาง
ครั้งที่ร้ายกาจที่สุดคือตอนที่แช่บ่อน้ำพุร้อน อึ้งย้งถึงกับดำน้ำอ้อมมาจากอีกฝั่ง แล้วจู่ๆ ก็โผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้า เล่นเอาหลี่ฉางอันที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับสะดุ้งโหยง
มาบัดนี้ อึ้งย้งที่ปกติก็ซึมซับความขี้เกียจของเขาไปไม่น้อย กลับลุกขึ้นมานวดให้เขาด้วยตนเอง
หากจะให้เชื่อว่านางไม่มีแผนการอะไรแอบแฝง...เกรงว่าตะวันคงจะขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว!
เมื่อเห็นท่าทีระแวดระวังของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็แค่นเสียง ‘เชอะ’ ออกมาจากจมูกอย่างน้อยใจ
“ดูเจ้าพูดเข้าสิ เจ้าทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าก็แค่อยากจะนวดให้เจ้าผ่อนคลายบ้างมิได้หรือ?”
“เหอะ!”
หลี่ฉางอันแค่นหัวเราะในลำคอ ส่งยิ้มที่มุมปากทว่าดวงตากลับไม่ยิ้มตาม บนใบหน้าแทบจะเขียนไว้ว่า ‘เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?’ เอาไว้
เมื่อสบกับสายตาของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
“เจ้าลองคิดดูสิ ที่เจ้าสามารถเขียนนิยายออกมาได้รวดเร็วปานนั้น ก็เพราะข้าคอยกระตุ้นอยู่มิใช่หรือ?”
“หากไม่ใช่เพราะข้าคอยเร่งเร้าอยู่ข้างๆ นิยายของเจ้าก็ไม่แน่ว่าจะเขียนเสร็จเร็วเพียงนี้”
“เช่นนั้นเจ้าว่า… เงินก้อนนี้ข้าเองก็ควรจะได้ส่วนแบ่งบ้างมิใช่หรือ?”
พูดพลาง อึ้งย้งก็ยิ่งตั้งอกตั้งใจนวดมากขึ้นไปอีก
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ มีหรือที่หลี่ฉางอันจะไม่เข้าใจความคิดของอึ้งย้งในยามนี้
ที่แท้ก็คืออยากจะขอส่วนแบ่ง
เมื่อเข้าใจเหตุผลแล้ว สายตาที่หลี่ฉางอันใช้มองอึ้งย้งก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้น
ยัยปีศาจน้อย……คิดจะมาไถเงินข้าเลยรึ?’
และเมื่อเข้าใจเป้าหมายของอึ้งย้งแล้ว หลี่ฉางอันก็คลายความระแวงลง
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอนกายนอนลงบนเก้าอี้โยกอีกครั้ง
หลี่ฉางอันเอนกายพิงพนักเก้าอี้ ก่อนจะใช้นิ้วชี้ไปที่บ่าของตนเอง “นวดต่อไป! ถ้านวดจนข้าพอใจได้ ข้าจะแบ่งให้เจ้าสิบตำลึง”
อึ้งย้งถึงกับโพล่งออกมา “แค่สิบตำลึงเองหรือ?”
“จะเอาหรือไม่?” หลี่ฉางอันแค่นเสียง “ไม่เอาก็แล้วไป!”
อึ้งย้งเหลือบมองกองเงินบนโต๊ะหิน
แล้วเหลือบมองถุงเงินที่ว่างเปล่าของตนเอง ก่อนจะกัดฟันกรอด... “เอาก็เอา!”
จากนั้น นางก็กลับไปวางมือบนบ่าของหลี่ฉางอันแล้วเริ่มนวดอีกครั้งอย่างไม่เต็มใจ
“ออกแรงอีกนิด แต่ต้องนุ่มนวล ใช่ๆ...ตรงนั้นแหละ ซ้ายอีกนิด...ขวาอีกหน่อย...อ่า...สบายตัวนัก”
เมื่อได้ยินเสียงของหลี่ฉางอัน เปลือกตาของอึ้งย้งก็กระตุกไม่หยุด
ทว่าพอเหลือบไปเห็นกองเงินบนโต๊ะ นางก็ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นอารมณ์ พยายามรักษารอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าไว้อย่างสุดความสามารถ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ดวงการพนันไพ่นกกระจอกของนางตกต่ำถึงขีดสุด เรียกได้ว่ามีแต่เสียกับเสีย
ถึงนางจะยึดมั่นในหลักการ ‘ปล้นคนรวยช่วยคนจน’ (หมายถึงปล้นเขามาช่วยตนเอง) อยู่เสมอ แต่พอทำบ่อยครั้งเข้า มโนธรรมของอึ้งย้งก็เริ่มส่งเสียงทักท้วงบ้างเหมือนกัน
ดังนั้น เมื่อเห็นหลี่ฉางอันได้ค่าต้นฉบับก้อนโตมา นางจึงทำได้เพียงฉีกยิ้มหวานเข้าไปหาเขา
‘ความจนมันน่ากลัว… ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้จริงๆ’ อึ้งย้งร่ำร้องในใจ
ขณะเอนกายรับการปรนนิบัติจากอึ้งย้งอย่างสบายอารมณ์ หลี่ฉางอันก็ปรือตาขึ้นเหลือบมองเอี้ยง้วยที่นั่งอยู่อีกด้าน
ความคิดอุตริหนึ่งก็พลันผุดขึ้นในใจ
แต่แค่แวบเดียวเท่านั้น เขาก็รีบสลัดมันทิ้งแทบไม่ทัน
แค่ลองจินตนาการว่าตัวเองเอ่ยปากขอให้ประมุขวังบุปผามานวดขาให้..
9 ใน 10 ส่วน เขาคงจะถูกนางซัดกระเด็นไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มเป็นแน่
ภาพนั้นทำให้เขาได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย
อย่างไรเสีย หากเอี้ยง้วยยอมมานวดขาให้เขาสักครั้ง
เรื่องเช่นนี้ หลี่ฉางอันคาดว่าตนเองคงจะสามารถนำไปคุยโวโอ้อวดได้ชั่วชีวิต!
แม้หลี่ฉางอันจะรีบสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้ว แต่มีหรือที่สายตาของเอี้ยง้วยจะมองไม่ออก?
เพียงเห็นแววตาเสียดายวูบหนึ่งของหลี่ฉางอัน นางก็คาดเดาความคิดในใจเขาได้แปดเก้าส่วน
หลังจากครุ่นคิดอยู่สองสามลมหายใจ มุมปากของเอี้ยง้วยก็ยกขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นนางก็เอียงตัวเล็กน้อย พลางยกมือขวาขึ้นเบาๆ พลันปรากฏพลังลมปราณอันอ่อนโยนสายหนึ่งพุ่งออกไปช้อนยกขาของหลี่ฉางอันให้ลอยขึ้นกลางอากาศ
พร้อมกันนั้น ปลายนิ้วเรียวงามของนางเคาะลงบนขาของเขาเบาๆ สองครั้ง ก่อนจะสลายพลังลมปราณ ปล่อยให้ขาของเขาร่วงกลับลงไปดังเดิมอย่างนุ่มนวล
ท่วงท่าการกระทำนั้นไม่หนักไม่เบาจนเกินไป
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง มืออีกข้างของนางก็เอื้อมไปหยิบปึกตั๋วเงินทั้งหมดบนโต๊ะขึ้นมาถือไว้
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ฉางอันก็เอ่ยถามอย่างตกตะลึง “นั่นเจ้าจะทำอันใด?”
“ค่าบริการ” เอี้ยง้วยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ที่เมื่อครู่ข้านวดให้เจ้า”
หลี่ฉางอันมองเอี้ยง้วยด้วยสีหน้างุนงง “เมื่อครู่แค่เคาะสองที นั่นนับเป็นการนวดด้วยรึ?”
เอี้ยง้วยสบตาหลี่ฉางอันนิ่งแล้วกล่าวเรียบๆ “เหตุใดจะนับมิได้?”
หลี่ฉางอัน: “...”
หลังจากนิ่งไปสองสามลมหายใจ เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างจนคำพูด “แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น ค่าบริการนวดของเจ้าก็สูงเกินไปหน่อยกระมัง?”
เอี้ยง้วยยืนกอดอกไขว้หลังพลางกล่าว “เปิ่นจั่วคือยอดฝีมือขอบเขตเทพยุทธ์ ทั้งยังเป็นประมุขแห่งวังบุปผา การที่ข้าลงมือปรนนิบัติเจ้าด้วยตนเอง ท่านคิดว่ายังไม่คู่ควรกับราคานี้อีกหรือ?”
เหอะ เคาะสองทีคิดเงินหนึ่งหมื่นตำลึง
อะไรกัน! เคาะสองทีแล้วจะเหาะเหินเดินอากาศได้รึไง!? ข้าบรรลุเป็นเซียนหรือมีชีวิตอมตะได้หรือ?
ปล้นกันชัดๆ! วันนี้ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเอง ข้าก็จะไม่มีวันจ่าย!!
หลี่ฉางอันสูดหายใจลึก อยากจะแหกปากตะโกนคำว่า “ไม่คุ้ม” ออกไปใจจะขาด
แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีของเอี้ยง้วย คำพูดเหล่านั้นก็พลันติดอยู่ที่ลำคอ
ช่างเถิด… อย่างไรเสียเงินก้อนนี้ก็ต้องกลับเข้ากระเป๋าของข้าผ่านการเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ดี ถือเสียว่านำไปฝากไว้ที่นางชั่วคราวก็แล้วกัน
หลังจากปลอบใจตนเองแล้ว หลี่ฉางอันก็หันไปมองอึ้งย้งด้วยสายตาตำหนิ
“อยู่กับเจ้านานวันเข้า นางเรียนรู้แต่เรื่องไม่ดีไปหมดแล้ว!”
อึ้งย้ง: “?????”
หลังมื้อค่ำ เมื่อทุกอย่างถูกเก็บกวาดจนเรียบร้อย ในค่ำคืนนี้หลี่ฉางอันกลับไม่ได้เตรียมตัวลงแช่น้ำพุร้อนเฉกเช่นทุกครั้ง
เขาเพียงกวักมือเรียกเสี่ยวเจียวแล้วกล่าวว่า “เสี่ยวเจียว ไปนำเสื้อผ้าที่ร้านตัดเสื้อนำมาส่งเมื่อครู่นี้ออกมาที”
ขณะที่เสี่ยวเจียวเดินจากไป หลี่ฉางอันก็กลับเข้าไปในห้องของตน แล้วถือ ‘กู่ฉิน’ และกลองใบเล็กที่ซื้อมาพร้อมกันเมื่อช่วงเช้าออกมา
เมื่อเห็นการกระทำของหลี่ฉางอัน ทั้งอึ้งย้งและเอี้ยง้วยต่างก็มีสีหน้างุนงงสงสัย
ในไม่ช้า หลังจากที่เสี่ยวเจียวถือห่อผ้าออกมา หลี่ฉางอันก็คลี่ห่อผ้านั้นออก
ข้างในบรรจุไว้ด้วยเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมสองชุด
เขายื่นอาภรณ์ชุดหนึ่งให้อึ้งย้งและอีกชุดหนึ่งให้เสี่ยวเจียว
“เอ้านี่ พวกเจ้าคนละชุด ไปเปลี่ยนก่อนเถิด”
อึ้งย้งคลี่ชุดออก พลางพิจารณาเสื้อผ้าตรงหน้าแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “นี่มันเสื้อผ้าอันใดกัน?”
“นี่เป็นเสื้อผ้าตามแบบฉบับของชาวเปอร์เซีย” หลี่ฉางอันกล่าว “เดี๋ยวพอพวกเจ้าเปลี่ยนเสร็จ ข้าจะสอนพวกเจ้าร่ายรำ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อึ้งย้งก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งแปลกใหม่อันน่าทึ่งที่หลี่ฉางอันเคยสร้างสรรค์ขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง
ประกอบกับเรื่อง ‘การร่ายรำ’ ที่นางเองก็ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ นางจึงเดินตามเสี่ยวเจียวเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่โดยดี
เมื่อบานประตูห้องปิดลง หลี่ฉางอันก็เผลอจินตนาการไปถึงภาพของหญิงสาวทั้งสองในอาภรณ์แบบเปอร์เซีย
กำลังขับขานบทเพลงและร่ายรำอย่างเร่าร้อน…
เพียงแค่คิด เขาก็รู้สึกตั้งตารอคอยขึ้นมาแล้ว…