เจ้าช่างอ่อยเก่งยิ่งนัก!
บทที่ 46 เจ้าช่างอ่อยเก่งยิ่งนัก!
กล่าวกันว่า เวลาแห่งการรอคอยนั้นเชื่องช้ายาวนานเสมอ…
โดยเฉพาะยามที่ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ความรู้สึกเช่นนี้จะยิ่งเด่นชัดเป็นพิเศษ
ในที่สุด ท่ามกลางการรอคอยที่หลี่ฉางอันรู้สึกว่ายาวนานเหลือแสน ประตูห้องของเสี่ยวเจียวและอึ้งย้งก็เปิดออกเกือบจะพร้อมกัน
ในยามนี้
หลังจากเปลี่ยนเป็นอาภรณ์แบบเปอร์เซีย เครื่องหน้าของเสี่ยวเจียวที่เดิมทีก็ดูมีมิติโดดเด่นอยู่แล้ว เมื่อได้รับการขับเน้นจากเสื้อผ้ารูปแบบนี้ เสน่ห์อันล้ำลึกแบบสตรีต่างแดนของนางก็พลันเปล่งประกายออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
ส่วนอึ้งย้งที่อยู่อีกด้านหนึ่ง แม้จะมีเครื่องหน้างดงามหมดจดตามแบบฉบับของสตรีชาวจงหยวน
แต่ด้วยนิสัยที่ปราดเปรียวและร่าเริงเป็นทุนเดิม เมื่อสวมใส่อาภรณ์ชุดนี้ กลับเสริมให้นางดูมีชีวิตชีวา เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของความซุกซนน่าเอ็นดู
เมื่อหญิงสาวทั้งสองเดินออกมาจากห้อง ศีรษะของหลี่ฉางอันก็เดี๋ยวหันไปทางเสี่ยวเจียวที่เพิ่งเดินพ้นประตูออกมา เดี๋ยวก็หันไปทางอึ้งย้งที่อยู่อีกประตูหนึ่ง
สายตาของเขาส่ายไปมาซ้ายขวาระหว่างหญิงสาวทั้งสองราวกับคนเสียสติ
แล้วก็ชำเลืองมองเอี้ยง้วยที่ยังคงอยู่ในชุดขาวราวเทพเซียน
ภาพนี้พลันทำให้หลี่ฉางอันรู้สึกเจริญหูเจริญตาขึ้นมาอย่างยิ่ง
อึ้งย้งเดินพลางสำรวจอาภรณ์ของตนเองไปพลาง ก่อนจะพึมพำออกมา “อาภรณ์ชุดนี้...สวมแล้วรู้สึกแปลกพิลึก”
หลี่ฉางอันกล่าวปลอบ “นี่ก็นับว่าดีแล้ว ขนบธรรมเนียมของแคว้นต้าหมิงค่อนข้างอนุรักษ์นิยม ดังนั้นเสื้อผ้าจึงยังรัดกุมอยู่ หากเป็นที่แคว้นต้าถังที่เปิดกว้าง อาภรณ์ของชาวเปอร์เซียบางชุดถึงกับเผยให้เห็นสะดือเลยทีเดียว”
อึ้งย้งอุทานอย่างแปลกใจ “ยังมีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
แต่พูดจบ นางก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ก็จริง ปัจจุบันฮ่องเต้ถังหลี่ซื่อหมินเองก็มีเชื้อสายชาวหู ขนบธรรมเนียมในสังคมย่อมเปิดกว้างและได้รับอิทธิพลมาจากต่างแดนอยู่หลายส่วน”
เมื่อเลิกติดใจเรื่องอาภรณ์แล้ว นางก็หันกลับมาถามด้วยความสนใจ
“ว่ามาเถิด! ตกลงว่าเป็นการร่ายรำอันใด ถึงกับต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพิเศษเช่นนี้ด้วย”
หลี่ฉางอันลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว “ไม่ยากเลย...ข้าจะสอนพวกเจ้าเอง”
พูดพลาง หลี่ฉางอันก็เดินไปสาธิตอยู่เบื้องหน้าของอึ้งย้งและเสี่ยวเจียว
“ดูให้ดี เดี๋ยวพอข้าเริ่มบรรเลงฉิน พวกเจ้าก็เริ่มขยับสะโพกตามจังหวะ จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองวาดลวดลายไปในทิศทางเดียวกับที่โยกตัว...ทำเช่นนี้สักสองสามครั้ง แล้วก็ค่อยๆเยื้องย่างสักสองสามก้าว พลางบิดสะโพกและชูแขนขึ้น...”
อึ้งย้งมองดูท่วงท่าของหลี่ฉางอันที่แม้จะเป็นบุรุษ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเย้ายวนอย่างน่าประหลาด
อึ้งย้งครุ่นคิดอยู่สองสามลมหายใจก็สุดจะทานทน
“เจ้าช่างอ่อยเก่งยิ่งนัก!”
หลี่ฉางอัน: “...”
เมื่อได้ฟังคำที่หลุดออกมาจากปากของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันแทบสะดุดขาตนเอง
‘บัดซบเอ๊ย! ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่เขียนประโยคนี้ลงไปในนิยายเด็ดขาด!’
ทั้งหมดเป็นเพราะความคิดที่ติดเป็นนิสัย
ด้วยความเคยชิน เขาจึงชอบสอดแทรกมุกตลกเล็กๆ น้อยๆ ลงไปในนิยายเรื่อง ‘จ้าวตำหนักจอมเผด็จการหลงรักข้า?’
ซึ่งก็รวมถึงประโยคที่อึ้งย้งเพิ่งจะพูดออกมาเมื่อครู่นี้ด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลี่ฉางอันก็ถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
“สตรีงดงามปานนี้...เหตุใดสวรรค์จึงประทานปากให้นางด้วยนะ??”
อึ้งย้ง: “?????”
เมื่อได้ยินคำพูดประหลาดที่เจือแววดูแคลนนี้ทำให้อึ้งย้งต้องหรี่ตาลงอย่างอันตราย สายตาของนางค่อยๆ ไล่สำรวจไปทั่วร่างของหลี่ฉางอัน ราวกับกำลังหาจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม...เพื่อจะฝังคมเขี้ยวลงไปอีกสักครั้ง
เมื่อสังเกตเห็นปฏิกิริยาของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็กระแอมไอเบาๆ แล้วสอนต่อไป
ทว่า...เมื่อมองดูท่าเต้นที่หลี่ฉางอันกำลังสอนอยู่ เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ส่วนอึ้งย้งถึงกับอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากบ่น
“นี่มันท่าเต้นอันใดกัน? เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนแค่กระโดดโลดเต้นมั่วซั่วเสียมากกว่า”
“นี่เป็นท่าเต้นของชาวต่างแดน” หลี่ฉางอันกล่าวหน้าตาเฉย “หัวใจสำคัญของมันคือการสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น”
แท้จริงแล้ว ‘ท่าเต้น’ ที่หลี่ฉางอันสอนหญิงสาวทั้งสองหาใช่การร่ายรำอันใดไม่
พูดง่ายๆ ก็คือ ‘ท่าเต้นสายย่อสไตล์จีน’ จากชาติภพก่อนของเขา ที่เน้นการขยับร่างกายให้เข้ากับจังหวะสนุกสนานก็เท่านั้น
ท่าทางพื้นฐานเหล่านี้ล้วนเรียบง่ายถึงขีดสุด สำหรับผู้ฝึกยุทธ์อย่างอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวแล้วนับว่าง่ายดายเสียยิ่งกว่าง่าย
เขาจึงเคาะกลองเป็นจังหวะให้ทั้งสองได้ลองขยับตัวตามครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มปรับตั้งสายกู่ฉินของตน เมื่อปรับให้ได้เสียงทุ้มต่ำตามที่ต้องการแล้ว หลี่ฉางอันก็ส่งสัญญาณให้หญิงสาวทั้งสอง
จากนั้นปลายนิ้วก็เริ่มดีดสายฉินอย่างรวดเร็ว ท่วงทำนองบทเพลงอันสนุกสนานก็พลันดังขึ้นโดยมีกู่ฉินเป็นศูนย์กลาง
ในระหว่างนั้น เมื่อเห็นหลี่ฉางอันถึงกับใช้เคล็ดวิชา ‘ฝ่ามือเทพกระบี่บุปผาร่วง’ เพื่อเพิ่มความเร็วในการตีกลองที่อยู่ข้างๆ หนังตาของอึ้งย้งถึงกับกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่
‘ยอดวิชาแห่งเกาะดอกท้อของข้า...มีไว้ให้เจ้าใช้ทำเรื่องไร้สาระเช่นนี้รึ!?’
ทว่า ไม่รอให้อึ้งย้งได้คิดมากไปกว่านั้น หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “มนต์เสน่ห์ต่างแดน ส่ายเอวสิเป็นเลิศ... โยก!”
สิ้นเสียงของเขา เสียงดนตรีก็ยิ่งสนุกสนานครื้นเครงขึ้นไปอีก
ส่วนอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวก็เริ่มเต้นไปตามท่าที่หลี่ฉางอันสอนไว้ก่อนหน้านี้
ต้องบอกเลยว่า ตอนที่ยังไม่มีดนตรีประกอบ ท่าเต้นของหญิงสาวทั้งสองยังดูแปลกๆ อยู่บ้าง
แต่พอมีดนตรีประกอบเข้ามา ทั้งสองก็พบว่าการกระโดดโลดเต้นตามที่หลี่ฉางอันสอนนั้น มันช่างสนุกเร้าใจอยู่ไม่น้อย
ทว่า...บรรเลงไปได้เพียงครึ่งเพลง หลี่ฉางอันกลับหยุดลง
เสียงดนตรีประกอบพลันเงียบหายไป อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวมองหลี่ฉางอันด้วยความสงสัย
“เหตุใดจึงหยุดเล่า?”
หลี่ฉางอันลูบคางของตนเองพลางมองหญิงสาวทั้งสองด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ข้ารู้สึกว่า...มันยังขาดอะไรไปบางอย่าง”
หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง
“อืม? คิดออกแล้ว!”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของหลี่ฉางอันก็พลันสว่างวาบขึ้นมา
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นแล้วรีบเดินเข้าไปในห้องเก็บสุรา เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง ในมือก็อุ้มไหสุราสองไหออกมาด้วย
หลังจากนำสุราทั้งสองไหมาผสมรวมกัน หลี่ฉางอันก็รินแบ่งสุราแล้วยื่นให้หญิงสาวทั้งสอง
“มา คนละไห ดื่มให้หมด”
อึ้งย้งและเสี่ยวเจียวรับไหสุรามาไว้ในมือ กลิ่นหอมจรุงใจอันเข้มข้นที่ลอยอวลออกมาจากไหทำเอาพวกนางนิ่งงันไปชั่วขณะ
“ยังมีเรื่องดีๆ เช่นนี้ด้วยหรือ?”
สุราที่หลี่ฉางอันหมักขึ้นมานั้นไม่เพียงแต่จะมีสรรพคุณพิเศษที่แตกต่างกันออกไป แต่รสชาติยังเลิศล้ำอย่างยิ่ง
ดังนั้น สตรีทั้งสามไม่เว้นแม้แต่เอี้ยง้วย ทุกคนล้วนโปรดปรานสุราที่หลี่ฉางอันหมักอย่างยิ่ง
เพียงแต่น่าเสียดายที่ทุกครั้งยังไม่ทันได้ดื่มให้หนำใจ หลี่ฉางอันก็มักจะห้ามปรามไม่ให้พวกนางดื่มต่ออีก
เสี่ยวเจียวยังนับว่าดีอยู่ แต่อึ้งย้งนั้นมักจะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้างทุกครั้ง
ดังนั้น เมื่อเห็นไหสุราในมือ ทั้งเสี่ยวเจียวและอึ้งย้งจึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
แต่เมื่อได้สติกลับคืนมา อึ้งย้งก็ไม่รอช้า นางโอบประคองไหสุราก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดไห
หลังจากสุราหนึ่งไหลงท้องไปได้ไม่นาน ใบหน้าน้อยๆ ของอึ้งย้งก็เริ่มแดงก่ำ
ร่างของนางก็เริ่มมีอาการโคลงเคลงเล็กน้อย
“เอ๊ะ? สุราวันนี้ เหตุใดฤทธิ์ของมันถึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้??” นางพึมพำกับตนเองเมื่อรู้สึกว่าศีรษะเริ่มหนักอึ้ง
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ฉางอันก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ สุราของเขาเดิมทีก็มีฤทธิ์แรงอยู่แล้ว
บัดนี้เขายังนำสุราสองชนิดมาผสมกัน
ฤทธิ์ของมันย่อมต้องรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ผ่านไปราวสิบกว่าลมหายใจ หลี่ฉางอันก็เอ่ยถาม “รู้สึกตัวลอยๆ แล้วหรือยัง?”
อึ้งย้งพยักหน้าอย่างเงอะงะ “ก็นิดหน่อย!”
เสี่ยวเจียวเองก็พยักหน้าอย่างเหม่อลอยเช่นกัน
ท่าทางที่ดูซื่อๆ ของพวกนางนั้น น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ
เมื่อเห็นว่าได้ที่แล้ว หลี่ฉางอันก็นั่งลงแล้วเริ่มบรรเลงกู่ฉินอีกครั้ง
คราวนี้ เมื่อเสียงฉินดังขึ้น หญิงสาวทั้งสองที่อยู่ในอาการมึนเมาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อได้ยินเสียงฉิน ประกอบกับฤทธิ์สุราเป็นตัวกระตุ้น พวกนางก็เริ่มเต้นรำอีกครั้ง
ทว่าครานี้ เมื่อมีดนตรีประกอบ ท่วงท่าของสตรีทั้งสองกลับดูเป็นธรรมชาติและปลดปล่อยอย่างเต็มที่
มีเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนานดังขึ้นเป็นครั้งคราว
หากจะให้อธิบายภาพตรงหน้าด้วยสามประโยค ก็คงจะเป็น...
‘ปลดปล่อย...บ้าคลั่ง...และสนุกสุดเหวี่ยง’
เสียงฉินบรรเลงอย่างรวดเร็ว แม้ระดับเสียงจะทุ้มต่ำ แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสนุกสนานอย่างน่าประหลาด
เมื่อมองดูอึ้งย้งและเสี่ยวเจียวที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างสนุกสนานในลานเรือน สลับกับเหลือบสายตาไปมองหลี่ฉางอันที่คอยส่งเสียงร้องสร้างบรรยากาศอยู่ข้างๆ เป็นระยะ
ราวกับว่าเครื่องพันธนาการแห่งโลกหล้าได้มลายหายไปสิ้น ภายในลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้
หลงเหลือไว้เพียงความสนุกสนานที่บริสุทธิ์เท่านั้น
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด เอี้ยง้วยพลันรู้สึกว่าท่าร่ายรำที่ดูสะเปะสะปะของทั้งสองในยามนี้ มันช่างดูน่าสนใจอยู่บ้าง
จนกระทั่ง...ปลายเท้าที่ซ่อนอยู่ใต้ชายกระโปรงยาวของนาง ก็เผลอขยับเคาะพื้นเป็นจังหวะตามไปด้วยเบาๆ
ราตรีแห่งวสันตฤดูที่เคยเงียบสงบนี้ พลันมีชีวิตชีวาและครึกครื้นขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน