บทที่ 7 มือมายากลหลี่โย่ว
บทที่ 7 มือมายากลหลี่โย่ว
เขตตะวันตก ในวิลล่าสองชั้นที่ทรุดโทรม
หลี่โย่วผู้มีใบหน้าซีดขาวคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่างกายสั่นเทาไม่หยุดด้วยความกลัว
หวังเซ่อ ผู้นำเขตตะวันตก นั่งอยู่บนเก้าอี้หนังแท้เก่าๆ ด้วยสีหน้าเย็นชา
“หลี่โย่ว แกหนีตายมาจากเมืองอื่น เป็นฉันที่รับแกไว้ ให้ข้าวกิน แต่แกตอบแทนฉันยังไง?
ก่อนหน้านี้แกเคยสาบานกับฉันอย่างหนักแน่นว่าหากไม่สามารถสยบวัตถุต้องห้ามได้ จะเอาหัวมาให้ บัดนี้ถึงเวลาที่แกต้องทำตามสัญญาแล้ว”
หลี่โย่วสั่นสะท้านรุนแรงขึ้น อ้อนวอนว่า “ผู้นำ นี่จะโทษฉันไม่ได้นะ ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋เหย่โผล่มากลางคัน ฉันต้องสยบมันได้แน่...”
“หุบปากซะไอ้ขยะ!” หวังเซ่อขัดจังหวะอย่างเย็นชา “ฉันเกลียดที่สุดคือพวกที่หาข้อแก้ตัวให้ความล้มเหลวของตัวเอง คนเราควรจะมองหาเหตุผลจากตัวเองให้มากๆ เป็นคนเหมือนกัน ทำไมไป๋เหย่ถึงทำสำเร็จ? แต่แกกลับทำไม่ได้? แกไม่ใช่คนรึไง? ตกลงแกเป็นคนรึเปล่า?”
“ผู้นำ ได้โปรดให้โอกาสฉันอีกครั้งเถอะ ฉันยังมีประโยชน์นะ! ฉันฝึกฝนมือขวามาสิบกว่าปี วิชากลโกงของฉันล้ำเลิศดุจเทพเซียน ฉันสามารถดูแลบ่อนพนันทำเงินให้ท่านได้!”
“ไปตายซะ! เมืองเถ้าธุลีมีแต่พวกคนจน ฉันจะไปเปิดบ่อนที่ไหนได้? ในเมื่อแกไม่อยากจะไปอย่างมีศักดิ์ศรี งั้นฉันจะช่วยให้แกมีศักดิ์ศรีเอง!”
หวังเซ่อส่งสายตาให้ลูกน้อง ลูกน้องเข้าใจในทันที จึงขึ้นนกปืนพกในมือแล้วเล็งไปที่ศีรษะของหลี่โย่ว
หลี่โย่วตัวสั่น อ้อนวอนไม่หยุด น้ำมูกน้ำตาไหลพราก “ผู้นำ! ผู้นำ! ฉันไม่อยากตาย! ไว้ชีวิตฉันด้วย! แม่ของฉันยังรอฉันกลับบ้านอยู่นะ ท่านมีฉันเป็นลูกชายคนเดียวนะ!”
เสียงร้องขออันน่าเวทนาทำให้ลูกน้องมีสีหน้าเห็นใจ แต่ภายใต้สายตาอันเย็นเยียบของหวังเซ่อ เขาก็ยังเลือกที่จะค่อยๆ เหนี่ยวไกปืน
ใครจะคาดคิดว่าในขณะนั้น หลี่โย่วที่กำลังอ้อนวอนอยู่กลับลุกขึ้นมาอย่างกะทันหัน มือขวาของเขากลายเป็นภาพติดตาในพริบตา แย่งปืนจากมือลูกน้องได้ในชั่วอึดใจ แล้วพุ่งเข้าหาหวังเซ่อ
หวังเซ่อรู้สึกเพียงภาพตรงหน้าพร่ามัว ศีรษะของเขาก็ถูกปืนจ่อเสียแล้ว
หลี่โย่วราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขาใช้ปืนจ่อศีรษะของหวังเซ่อด้วยท่าทางดุร้าย “ถอยไปให้หมด! ไม่งั้นฉันจะฆ่ามัน!”
เหตุการณ์พลิกผันอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ทุกคนไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
ไม่มีใครคาดคิดว่าหลี่โย่วจะกล้าหาญเพียงนี้ และมีความเร็วถึงขนาดนี้
แปะ แปะ แปะ
เสียงปรบมือดังขึ้นในห้อง หวังเซ่อปรบมือพลางยิ้มเย็น กล่าวชมว่า “สมแล้วที่เป็นมือมายากล ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดฉันยังมองไม่ทัน”
“พล่ามให้น้อยหน่อย บอกให้คนของแกถอยไป!”
สีหน้าของหวังเซ่อไม่เปลี่ยนแปลง เขาจุดบุหรี่ให้ตัวเองแล้วพ่นควันเป็นวง “แกรู้ไหม? ทั้งชีวิตนี้ฉันเกลียดที่สุดคือการถูกคนเอาปืนจ่อหัว”
“บัดซบ! โดนปืนจ่อยังจะเก๊กอีกเหรอ? ฉันก็จะจ่อนี่แหละ! แกจะทำอะไรฉันได้?” หลี่โย่วตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด ใช้ปากกระบอกปืนจ่อศีรษะของหวังเซ่ออย่างแรง
แต่ในวินาทีต่อมา เมื่อปากกระบอกปืนกระทบกับกะโหลกของหวังเซ่อ กลับเกิดเสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน
หลี่โย่วตะลึงงัน สีหน้าของเขาซีดเผือดในทันที “โลหะผสม...”
กร๊อบ!
ปัง!
เสียงกระดูกแตกและเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกัน
“อ๊าก!! มือฉัน!” หลี่โย่วกรีดร้องอย่างโหยหวน มือขวาของเขาพร้อมกับปืนพกถูกแขนกลของหวังเซ่อบดขยี้จนแหลกละเอียด
จนถึงตอนนี้ เขาถึงได้เห็นชัดเจนว่าหวังเซ่อไม่ได้มีแค่ดวงตาเทียมที่เป็นโลหะ แต่ใต้แขนเสื้อข้างขวายังซ่อนแขนกลที่ส่องประกายเย็นเยียบเอาไว้!
“หึ พอจะมีความรู้อยู่บ้าง” หวังเซ่อคลายแขนกลออก ปล่อยให้ลูกน้องพุ่งเข้าใส่หลี่โย่ว
เขาลูบกะโหลกศีรษะที่มีรอยไหม้เล็กน้อย ผิวหนังเทียมตรงนั้นฉีกขาดเป็นรู ในรูนั้นไม่ได้เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลนของมนุษย์ แต่เป็นประกายแสงสีเงินของโลหะ
เขายิ้มเย็น “ฉันเคยบอกแล้ว ว่าฉันเกลียดที่สุดคือการถูกคนเอาปืนจ่อหัว ครั้งหนึ่งฉันเคยโดนจ่อ หลังจากครั้งนั้นฉันก็เลยทุ่มเงินมหาศาลฝังแผ่นโลหะผสมไว้ในหัว”
หลี่โย่วไม่มีใจจะฟังอีกต่อไป เขากรีดร้องอย่างเจ็บปวด ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดทางกาย แต่เพราะมือมายากลของเขาพังแล้ว มือขวาที่เขาภาคภูมิใจและฝึกฝนมานานหลายปี บัดนี้ได้แตกละเอียดไปแล้ว
“อ๊าาา!! มือฉัน! มือมายากลที่ฉันฝึกฝนมานานหลายปี”
ดวงตาของเขาคล้ายถูกบดบังด้วยม่านสีเทาที่เรียกว่าความสิ้นหวัง ทั้งร่างราวกับถูกดูดวิญญาณออกไป หมดอาลัยตายอยาก
หลี่โย่วปล่อยให้ลูกน้องควบคุมร่างกายของตนเองโดยไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย
“ฆ่าฉันซะเถอะ...”
“โอ้?” มุมปากของหวังเซ่อยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็น “เมื่อกี้ยังร้องขอชีวิตอยู่เลย ทำไมตอนนี้กลับอยากตายซะแล้วล่ะ?”
หลี่โย่วหัวเราะอย่างขมขื่น “ทั้งชีวิตของฉันหาเลี้ยงชีพด้วยมือข้างนี้ ตอนนี้มือมายากลที่ฉันภาคภูมิใจพังไปแล้ว ฉันก็กลายเป็นคนไร้ค่า อยู่ไปจะมีประโยชน์อะไรอีก?”
น้ำตาสองสายไหลรินจากหางตาของเขา เขามองไปยังที่ว่างข้างๆ พลางสะอื้น “แม่ ลูกอกตัญญู ไม่สามารถให้ท่านได้เห็นวันที่ลูกประสบความสำเร็จแล้ว มือของลูก... พังแล้ว...”
พูดจบ เขาก็ราวกับหมดเรี่ยวแรงทั้งตัว ทรุดลงกับพื้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” หวังเซ่อหัวเราะลั่นขึ้นมาทันที เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและทารุณ “แกอยากตายงั้นเหรอ? ฉันไม่ให้แกตายหรอก ฉันจะให้แกมีชีวิตอยู่กับคำว่าคนไร้ค่าไปตลอดชีวิต ทรมานไปชั่วชีวิต!”
ความสุขจากการทำลายของรักของหวงของคนอื่นทำให้หวังเซ่อรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง เขาสะบัดมือ ปล่อยให้ลูกน้องลากหลี่โย่วผู้ไร้ค่าออกไป
ตุ้บ!
หลี่โย่วที่เหมือนหมาตายถูกโยนลงไปในกองขยะอย่างไร้ความปรานี ขยะมากมายถล่มลงมาทับร่างของเขาจนมิด
ลูกน้องสองคนปิดจมูกด้วยความรังเกียจ แล้วรีบเดินจากไป
หลังจากพวกเขาไปแล้ว กองขยะก็ขยับไหว หลี่โย่วค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากกองขยะ ดวงตาที่สุกใสคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความสิ้นหวังแม้แต่น้อย
“ฮ่าฮ่าฮ่า หวังเซ่อไอ้โง่เอ๊ย ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกโรคจิตมันชอบแบบนี้”
เขากุมมือขวาของตัวเอง หัวเราะไปพลางขบฟันไปพลาง ทนต่อความเจ็บปวดที่แล่นไปถึงหัวใจ เดินโซซัดโซเซไปยังที่ไกลๆ แสงจันทร์อันเยียบเย็นสาดส่องเป็นประกายสีเงิน ส่องทางข้างหน้าให้เขาสว่างไสว
เขาเงยหน้ามองดวงจันทร์โดยไม่รู้ตัว ใจลอยไปชั่วขณะ
เห็นได้ชัดว่าเป็นดวงจันทร์ดวงเดิม แต่เขากลับรู้สึกว่าแสงจันทร์ในคืนนี้สวยงามเป็นพิเศษ
ทันใดนั้น เขาก็หัวเราะออกมา
“เฮะๆ... รอดตายไปอีกวัน!
ดีจริงๆ!”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปิติยินดีหลังรอดชีวิต แต่ลึกเข้าไปในดวงตาอันสุกใสนั้น กลับซ่อนความขุ่นมัวที่ไม่อาจปัดเป่าออกไปได้
เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่มือมายากลของเขาพังนั้น ในใจเขาไม่ได้ปล่อยวางอย่างที่แสดงออกมา
...
“รองผู้บัญชาการไป๋ เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้ เราไปกำจัดสัตว์กลายพันธุ์กันเถอะ!”
เช้าตรู่ ถานเจี๋ยผู้นำเขตตะวันออกก็มาถึงหน้าประตู พร้อมด้วยลูกน้องติดอาวุธครบมืออีกหลายสิบคน
ไป๋เหย่หาวหวอด “มีคำพังเพยเก่าๆ ว่าไว้ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ก่อนหน้านี้ฉันแทบไม่เคยจับปืนเลย จะให้ลงมืออย่างบุ่มบ่ามได้ยังไง?”
ถานเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่าที่ไป๋เหย่พูดก็มีเหตุผล ถึงแม้ ลมหายใจแห่งโครงกระดูก จะใช้งานได้ดี แต่ท้ายที่สุดมันก็เป็นอาวุธปืน ถ้าไม่มีความแม่นยำ สู้ใช้มีดดาบยังจะสะดวกกว่า
“ความหมายของท่านคือ?”
“ก็ต้องฝึกยิงปืนก่อนสิ!”
“ได้ ฉันจะฝึกกับท่านเอง”
ถานเจี๋ยคลุกคลีอยู่ในแดนรกร้างมาสิบกว่าปี ถึงแม้จะไม่เคยได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นทางการ แต่ก็ชำนาญจากการฝึกฝน สำหรับเรื่องการยิงปืน เขาก็พอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง
ดังนั้น ในวันแรกนี้ ไป๋เหย่จึงฝึกยิงปืนทั้งวันภายใต้การนำของถานเจี๋ย
วันนี้ไป๋เหย่สะใจมาก ถือว่าได้ปลดปล่อยความอยากยิงปืนไปเต็มที่ เขาผลาญกระสุนของถานเจี๋ยไปไม่น้อย แถมยังได้กินเนื้ออีกมากมาย
ส่วนถานเจี๋ยนั้นเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกระสุนหรือเนื้อ ล้วนเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนในเมืองเถ้าธุลี ใช้ไปนิดหน่อยก็ลดไปนิดหน่อย แต่เพื่อรับมือกับสัตว์กลายพันธุ์ เขาจำต้องทนเจ็บปวดเลี้ยงดูไป๋เหย่