บทที่ 17 ข้อจำกัดของการหยุดเวลา

บทที่ 17 ข้อจำกัดของการหยุดเวลา
วึ่ง!
หน้าปัดนาฬิกาสีทองอร่ามปรากฏขึ้นจากใต้เท้าของไป๋เหย่ เฟืองแห่งกาลเวลาหยุดหมุนในบัดดล
เสียงทั้งหมดในโลกราวกับถูกพรากไปจากหูของเขา ทั่วทั้งฟ้าดินเหลือเพียงเสียงหอบหายใจของเขาเท่านั้น
ด้วยแรงเฉื่อย ไป๋เหย่วิ่งต่อไปอีกสองเมตรก่อนจะหยุดร่างได้หวุดหวิด
เป็นที่รู้กันดีว่าเวลาคนวิ่งสุดฝีเท้า มันยากมากที่จะเปลี่ยนทิศทางกะทันหันเพราะแรงเฉื่อย เขาจึงไม่เลือกที่จะฝืนหันกลับไปยิง แต่ตัดสินใจใช้พลังหยุดเวลาทันที
เมื่อเขาหันกลับมา ก็สบเข้ากับดวงตาสีขาวซีดไร้แววคู่หนึ่ง... นั่นคือดวงตาของนกกระจอกเทา!
นกกระจอกเทาที่เหมือนนกอินทรีตัวนั้นหยุดนิ่งกลางอากาศสูงจากพื้นสามเมตรราวกับเป็นสตาฟฟ์ ปีกที่ห่อหุ้มด้วยขนนกสีเทากางออกกว้าง กรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงมายังศีรษะของไป๋เหย่
เฉียดไปนิดเดียว!
ถ้าไป๋เหย่หยุดเวลาช้ากว่านี้สักวินาทีหรือสองวินาที กะโหลกของเขาคงได้กระจาย
ความโกรธไร้ที่มาพลุ่งพล่านขึ้นในใจ ‘คิดจะเป่าหัวฉันงั้นเหรอ ฉันจะเป่าหัวแกก่อนเลย!’
แกร๊ก!
ลมหายใจแห่งโครงกระดูก ถูกขึ้นนก ปากกระบอกปืนเล็งตรงไปยังหัวของนกกระจอกเทา
ในระยะใกล้ขนาดนี้ แถมยังเป็นเป้านิ่ง ต่อให้เป็นเด็กประถมก็ไม่น่าจะยิงพลาด ไป๋เหย่ยิ่งไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว
ปัง!
กระสุนที่อาบไปด้วยแสงสีเลือดพุ่งออกจากปากกระบอกปืน แต่ทว่า... ภาพที่หัวของมันระเบิดกระจายอย่างที่คิดไว้กลับไม่เกิดขึ้น
ไป๋เหย่ตัวแข็งทื่อ เขามองกระสุนสีเลือดที่หยุดนิ่งอยู่กลางอากาศอย่างงุนงง กระสุนนัดนั้นอยู่ห่างจากปากกระบอกปืนเพียงแค่สองเซนติเมตร
มันหยุดค้างอยู่อย่างนั้น ไม่ขยับเขยื้อน
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“หรือว่า.......”
ไป๋เหย่นึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งขึ้นมาทันที เขาหยุดเวลาของทั้งโลก ในโลกที่เวลาหยุดนิ่ง สิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวได้คือตัวเขาเอง และวัตถุภายนอกที่สัมผัสกับตัวเขา เมื่อกระสุนหลุดจากตัวเขาไป มันจึงกลายเป็นสภาวะหยุดนิ่งไปด้วย
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้นตอนที่หยุดเวลาคงต้องแก้ผ้าวิ่ง เพราะเสื้อผ้าก็ถือเป็นวัตถุภายนอก
ดังนั้น เขาจึงรีบถอยห่างจากนกกระจอกเทา แล้วกลับสู่สภาวะเวลาปกติ
ในชั่วพริบตาที่เวลากลับมาเดินต่อ ฟุ่บ!
กระสุนสีเลือดที่เคยหยุดนิ่งพลันหายไปจากสายตาของไป๋เหย่ ในขณะเดียวกัน หัวของนกกระจอกเทาก็ระเบิดออก เลือดสาดกระจาย
ร่างไร้หัวนั้นกระพือปีกสองสามครั้ง ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่พื้น
“ยังดี ยังดี ที่ปืนยังใช้ได้ แค่ลำบากขึ้นนิดหน่อย” ไป๋เหย่สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตและโลหิตที่หลั่งไหลเข้ามาในร่าง เขาออกวิ่งสุดฝีเท้าอีกครั้งโดยไม่หันกลับไปมอง
ตอนนี้ บนถนนไม่มีคนแล้ว หรือให้ถูกก็คือ นอกจากไป๋เหย่แล้ว ก็ไม่มีคนเป็น ๆ เหลืออยู่เลย
ฝูงนกกระจอกเทานับพันอาละวาดไปทั่วเมืองเถ้าธุลี เพียงไม่กี่นาทีก็สังหารผู้คนไปนับร้อย ส่วนที่เหลือต่างก็หลบเข้าไปในบ้าน
นกกระจอกเทาบางตัวหยุดเกาะอยู่บนซากศพ ค่อย ๆ ฉีกทึ้งกัดกิน บางตัวก็พุ่งชนหน้าต่างอย่างบ้าคลั่งเพื่อบุกเข้าไป ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากบ้านหลังนั้น
ส่วนที่เหลือ ก็จับจ้องมาที่ไป๋เหย่
คนที่วิ่งอยู่บนถนนเพียงลำพัง ช่างโดดเด่นสะดุดตาเกินไป
นกกระจอกเทาสิบกว่าตัวกระพือปีก บินตรงมาที่ไป๋เหย่พร้อมกัน
ไป๋เหย่พุ่งตัวหลบเข้าไปในซอยแคบ ๆ ระหว่างบ้านทันที ภูมิประเทศที่คับแคบทำให้นกกระจอกเทาไม่สามารถโจมตีพร้อมกันได้ ทำได้เพียงเข้ามาตายทีละตัว
เขาหยุดฝีเท้า ดวงตาที่หยิ่งผยองฉายแววดุดันอำมหิต
เขามองนกกระจอกเทาตัวแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเย็นชา ยก ลมหายใจแห่งโครงกระดูก ขึ้นรออย่างเงียบ ๆ
สิบเมตร ห้าเมตร สามเมตร....... วินาทีนี้แหละ!
ปัง!
แสงสีเลือดและประกายไฟสาดกระเซ็น นกกระจอกเทาไร้หัวร่วงจากฟ้าเหมือนเครื่องบินตก ร่างของมันครูดไปกับพื้นด้วยแรงเฉื่อย ฝุ่นคลุ้งตลบ จนมาหยุดลงแทบเท้าของไป๋เหย่
ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้พลังหยุดเวลา แต่ใช้ความได้เปรียบทางภูมิประเทศ ยิงปืนในซอยแคบ ๆ การจะยิงนกกระจอกเทาที่บินเป็นเส้นตรงเข้ามาหาให้พลาดนั้นเป็นเรื่องยาก
พลังชีวิตและโลหิตที่ส่งมาจาก ลมหายใจแห่งโครงกระดูก ไหลรวมเข้าสู่ร่างกายของเขา สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘พลัง’ กำลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างบ้าคลั่งในกาย แววตาของไป๋เหย่ยิ่งดุดันขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
“เหอ ๆ ๆ มาเป็นพลังของฉันซะให้หมด!”
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ประกายไฟสว่างวาบในซอยมืด ๆ ส่องให้เห็นใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า
ครู่ต่อมา ใต้เท้าของไป๋เหย่ก็เต็มไปด้วยซากศพของนกกระจอกเทา เลือดที่เหม็นคาวชุ่มรองเท้าของเขาจนเปียก
แต่ก็ยังมีนกกระจอกเทาพุ่งเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย
“พักครึ่ง”
เขาราวกับเป็นกรรมการของการต่อสู้ครั้งนี้ เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็หยุดนิ่งอยู่กับที่
กรงเล็บแหลมคมหยุดค้างอยู่ห่างจากใบหน้าของเขาครึ่งเมตร เขาสามารถนับจำนวนขนบนตัวของนกกระจอกเทาตัวนี้ได้อย่างชัดเจน
ในซอยเล็ก ๆ ที่มืดมิดและเกลื่อนกลาดไปด้วยซากศพ เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าเปื้อนเลือดก้มหน้าลงอย่างเย็นชา ใช้ฝ่ามือที่เปื้อนเลือดบรรจุกระสุนทีละนัด เมื่อบรรจุกระสุนครบหกนัด เขาก็ตวัดปืนพกลูกโม่ในมือ โม่กระสุนกลับเข้าที่ทันที พร้อมกับเสียงกลไกที่ขบกันดังกริ๊ก
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น มุมปากแสยะยิ้มอำมหิต “เริ่มการสังหารต่อ”
ปัง! ปัง! ปัง!
หลังจากยิงจนหมดโม่ ไป๋เหย่ก็หันหลังวิ่งทันที เพราะกระสุนหมดแล้ว
ครั้งนี้ ความเร็วในการวิ่งของเขาเร็วกว่าเดิมมาก สมรรถภาพร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังวิ่งเร็วกว่านกกระจอกเทาไม่ได้ นี่คือความได้เปรียบทางสายพันธุ์ ใครใช้ให้เขาไม่มีปีกล่ะ
เขาจนปัญญา ทำได้เพียงเปิดใช้พลังหยุดเวลาเพื่อสลัดนกกระจอกเทาให้หลุดออกไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสียเวลาไปไม่น้อย กว่าจะวิ่งมาถึงร้านเหล้ายางรถยนต์ได้สำเร็จ
เมื่อมาถึงร้านเหล้ายางรถยนต์ ไป๋เหย่กลับพบว่าประตูถูกล็อกไว้ เขาลองผลักดูสองครั้ง มองผ่านช่องประตูเข้าไป ก็เห็นโต๊ะเก้าอี้จำนวนมากถูกนำมากองขวางประตูไว้
มีคนอยู่ข้างใน?
“เปิดประตู!” ไป๋เหย่ตะโกน
ข้างในไม่มีเสียงตอบกลับ
เขาจึงกระทืบประตูไปสองสามครั้ง
คราวนี้ ในที่สุดก็มีเสียงดังออกมาจากข้างใน
“ไปให้พ้น อย่าล่อนกกระจอกเทามาทางนี้!”
ไป๋เหย่จำเสียงเจ้าของได้ทันที นั่นคือเฒ่าหวัง เจ้าของร้านเหล้ายางรถยนต์
เฒ่าหวังก็เป็นคนของถานเจี๋ยเช่นกัน แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็พออ่านหนังสือออก มีความรู้เรื่องการหมักเหล้า และมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้าง จึงได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านพลาธิการโดยเฉพาะ
คนที่ตั้งชื่อร้านว่า ‘วันวาน’ ก็คือเขา เขาไม่ชอบสุงสิงกับพวกถานเจี๋ย ปกติมักจะหยิบหนังสือจากยุคก่อนภัยพิบัติมาอ่านอยู่เสมอ และมักจะบ่นว่าตัวเองไม่น่าเกิดในยุคอารยะ
“เฒ่าหวัง นี่ฉันเอง เปิดประตูที ข้างนอกปลอดภัยแล้วชั่วคราว ฉันต้องการกระสุนไปจัดการกับนกกระจอกเทา”
ตอนนี้เขาใช้พลังหยุดเวลาสลัดพวกนกกระจอกเทาหลุดไปแล้ว อีกสักพักพวกมันถึงจะตามมาทัน
“ฉันรู้ว่าเป็นนาย ไป๋เหย่ แต่ฉันเปิดประตูให้ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเกิดพวกนกกระจอกเทาฉวยโอกาสเข้ามาจะทำยังไง?” เสียงสั่นเทาของเฒ่าหวังดังออกมาจากข้างใน
“อย่ามาหาว่าฉันใจดำไม่ช่วยนะ ฉันก็แค่อยากมีชีวิตรอด ฉันไม่มีหน้าที่ต้องช่วยนาย”
ไป๋เหย่หยุดกระทืบประตู เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ตอนนี้ ฝูงนกกระจอกเทาที่บินวนอยู่บนท้องฟ้าสังเกตเห็นเขาแล้ว
“ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เปิดประตู”
น้ำเสียงเรียบเฉยแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เฒ่าหวังที่กำลังตื่นตระหนกอยู่ข้างในราวกับถูกกระตุ้น เขาตะโกนลั่น
“แกคิดว่าตัวเองเป็นรองผู้บัญชาการจริง ๆ หรือไง! แกก็แค่ไอ้เด็กหัวยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่โชคดีเท่านั้นแหละ หนังสือก็ไม่เคยเรียน แล้วแกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน!”
เฒ่าหวังตะโกนระบายอารมณ์ แต่ข้างนอกกลับไม่มีเสียงตอบ มีเพียงเสียงกระพือปีกของฝูงนกกระจอกเทาที่กำลังโฉบลงมาสังหาร
สีหน้าของเขาซีดเผือดในทันที ร่างทั้งร่างขดตัวสั่นเทาอยู่มุมตู้เหล้า ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 17 ข้อจำกัดของการหยุดเวลา

ตอนถัดไป