บทที่ 18 บัณฑิตกับคนชำแหละสุนัข
บทที่ 18 บัณฑิตกับคนชำแหละสุนัข
ด้านนอก
นกกระจอกเทาห้าตัวที่บินวนอยู่กลางอากาศ จ้องเขม็งมาที่ไป๋เหย่ด้วยดวงตาสีขาวซีดไร้ประกาย พวกมันจู่โจมเข้ามาจากห้าทิศทางที่แตกต่างกัน
เมื่อเห็นฉากนี้ ไป๋เหย่ก็ชักมีดสั้นออกมาจากขาากางเกงทันที แววตาของเขาดุดันและเกรี้ยวกราด เขาไม่ได้สนใจนกกระจอกเทาทั้งห้าตัวบนหัวเลย แม้ว่าอีกฝ่ายจะปิดตายเส้นทางหนีทั้งหมดของเขาก็ตาม
แค่รอให้เจ้าสัตว์เดรัจฉานทั้งห้าตัวนี้เข้ามาใกล้ตัว เมื่อถึงเวลานั้นแค่เปิดใช้ ‘หยุดเวลา’ ก็สามารถสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดจริง ๆ คือเฒ่าหวัง เพราะเฒ่าหวังปฏิเสธที่จะเปิดประตู ทำให้เขาไม่สามารถเอากระสุนปืนมาได้ และแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถใช้ ลมหายใจแห่งโครงกระดูก เพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตและโลหิตของตัวเองได้ นี่เท่ากับเป็นการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยไม่ได้รับอะไรกลับคืนมาเลย
“ไม่เปิดประตูใช่ไหม? รอให้ฉันจัดการเจ้านกกระจอกเทานี่ก่อนเถอะ แล้วจะจุดไฟเผาร้านเหล้าแก ดูซิว่าจะเปิดหรือไม่เปิด!”
จี๊ด จี๊ด
นกกระจอกเทาทั้งห้าตัวส่งเสียงร้องแหลมแสบแก้วหู พุ่งทะยานลงมาหาไป๋เหย่ด้วยท่าทีสังหาร ความเร็วของพวกมันราวกับสายฟ้าสีเทาทั้งห้าสาย
ไป๋เหย่กำมีดสั้นในมือแน่น แววตาอำมหิตของเขายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขากำลังรอ... รอให้นกกระจอกเทาเข้ามาใกล้กว่านี้อีกหน่อย
แต่ในขณะนั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่นขึ้นกลางหาว ท่ามกลางสายตาอันประหลาดใจของไป๋เหย่ นกกระจอกเทาทั้งห้าตัวนั้นราวกับถูกค้อนอากาศที่มองไม่เห็นทุบเข้าอย่างจัง
ปัง ปัง ปัง...
เลือดเนื้อสาดกระเซ็น ขนนกสีเทานับไม่ถ้วนร่วงหล่นราวกับสายฝน
“นี่มัน... หลี่โย่ว!”
ไป๋เหย่หันขวับไปมองที่มุมตึกด้านขวาทันที ก็เห็นหลี่โย่วกำลังลดมือขวาลงและหอบหายใจอย่างหนัก
“ไป๋เหย่! ทางนี้!”
ไป๋เหย่พุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปยังมุมตึกที่หลี่โย่วซ่อนตัวอยู่
สภาพของหลี่โย่วในตอนนี้ดูไม่สู้ดีนัก เขากุมมือขวาของตัวเองไว้แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ดูเหมือนว่าการโจมตีอย่างรุนแรงเมื่อครู่จะไปกระทบกระเทือนอาการบาดเจ็บเดิมของเขา
“นายเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เป็นไร ยังไม่ตาย” หลี่โย่วฝืนยิ้ม
“จริงสิ นายมาหากระสุนใช่ไหม?”
ไป๋เหย่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่ถุงหนังงูตุง ๆ ด้านหลังหลี่โย่ว และในวินาทีนั้นเขาก็เข้าใจทุกอย่าง
หลี่โย่วแก้ปมถุงหนังงูอย่างยากลำบาก เผยให้เห็นสิ่งของจิปาถะที่อยู่ข้างใน
อาวุธปืน, กระสุน, แท่งโปรตีนแมลงสาบ, น้ำ...
“นี่นายไปขโมยมาจากร้านเหล้ายางรถยนต์เหรอ?”
“เฮะ ๆ...” หลี่โย่วหัวเราะแห้ง ๆ “ฉันมีความแค้นกับหวังเซ่อ ดังนั้นเลยทำได้แค่มาหลบซ่อนตัวอยู่ในเขตตะวันออกของพวกนาย เมื่อกี้พอเห็นนกกระจอกเทาเข้ามาในเมือง ฉันก็รู้เลยว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีแน่ ๆ ก็เลยรีบไปที่ร้านเหล้ายางรถยนต์ก่อน แล้วใช้มือมายากลของฉันแอบขโมยเสบียงข้างในออกมา ของพวกนี้ก็น่าจะพอให้เราสองคนหนีออกจากเมืองเถ้าธุลีได้แล้วล่ะ”
แววตาของไป๋เหย่ไหววูบ “นายหนีไปคนเดียวก็ได้นี่ ทำไมต้องพาฉันไปด้วย?”
หลี่โย่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “จะถามว่าทำไมให้มากความไปทำไมกันเล่า ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยบอกแล้วไงว่าฉันนับถือนายในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง นายยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องเมืองเถ้าธุลี แถมยังตกลงที่จะร่วมมือกับฉัน การช่วยเหลือนายมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ?
อีกอย่างนะ นายมีวัตถุต้องห้าม เราสองคนหนีไปด้วยกันก็ยังพอจะช่วยเหลือดูแลกันได้”
ไป๋เหย่หัวเราะออกมา “นายไม่เคยเรียนหนังสือใช่ไหม?”
หลี่โย่วยิ่งประหลาดใจมากขึ้น “ใช่ ไม่เคยเรียน นายถามเรื่องนี้ทำไม?”
“ไม่มีอะไร เฒ่าหวังเคยเรียนน่ะ”
“เฒ่าหวัง? เขาเคยเรียนจริง ๆ ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนยังเคยอยู่ที่เมืองรุ่งอรุณด้วย ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในเมืองเถ้าธุลีที่มีการศึกษา แต่เจ้าเฒ่านี่ทำตัวไม่เอาไหนจริง ๆ ขนาดเปิดประตูยังไม่ยอม... เฮ้ นี่ฉันมัวแต่คุยกับนายอยู่ได้ยังไงกัน ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน รีบไปกันเถอะ!”
แต่ไป๋เหย่กลับไม่ขยับตัว เขายืนบรรจุกระสุนทีละนัด
“ไปกันสิ?”
แกร๊ก!
บรรจุกระสุนเสร็จเรียบร้อย
ไป๋เหย่เงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่ท้าทายและดื้อรั้น “ยังไม่รีบ”
หลี่โย่วตกใจอย่างมาก “นี่นายจะไม่คิดอยู่ช่วยชาวเมืองเถ้าธุลีหรอกนะ?”
“ไม่ใช่”
“แล้วนายจะทำอะไร?” หลี่โย่วเหลือบมองฝูงนกกระจอกเทาที่กำลังมารวมตัวกันทางนี้ สีหน้าของเขายิ่งร้อนรนมากขึ้น เขาละสายตากลับมามองไป๋เหย่ แต่กลับเห็นรอยยิ้มคมกริบราวกับใบมีดปรากฏขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ก็แน่นอนว่า... ต้องฆ่าพวกมันให้หมด”
“นาย... พูดเล่นบ้าอะไร!?”
“ฉันไม่เคยพูดเล่น”
“แต่นายยังเคยเรียกฉันว่าหลี่จั่วเลย แถมยังบอกว่าถ้าอยากเป็นผู้มีพลังพิเศษต้องตัดมือขวา... ”
“หุบปากนะหลี่จั่ว!”
ภายใต้การนำของไป๋เหย่ ทั้งสองคนมาถึงตรอกซอยใกล้กับร้านเหล้ายางรถยนต์
“นายรับผิดชอบคุ้มกันฉัน ส่วนนกกระจอกเทา ฉันจะยิงเอง”
หลี่โย่วแสดงสีหน้าลังเล แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปาก ฝูงนกกระจอกเทาก็พุ่งเข้ามาแล้ว
ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง นกกระจอกเทาร่วงหล่นลงมาในตรอกทีละตัว ขนสีเทากระจายไปทั่วราวกับปุยของดอกแดนดิไลออน ในชั่วพริบตา ท้องฟ้าแคบ ๆ เหนือตรอกซอยก็ราวกับมีฝนสีเทาโปรยปรายลงมา
นกกระจอกเทาบางส่วนที่โจมตีมาจากด้านหลังก็ถูกมือที่มองไม่เห็นของหลี่โย่วสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีที่ไร้รูป แม้แต่สัตว์กลายพันธุ์ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้
ภายในร้านเหล้ายางรถยนต์
เฒ่าหวังที่ขดตัวอยู่หลังเคาน์เตอร์เหล้าเอามือปิดหูของตัวเองไว้แน่น ดูเหมือนจะหวาดกลัวเสียงนกและเสียงปืนจากข้างนอกเป็นอย่างมาก
เขารู้ว่านั่นคือไป๋เหย่ที่กำลังต่อสู้กับฝูงนกกระจอกเทา เขารู้ด้วยว่าไป๋เหย่ต้องตายแน่ ๆ คนคนเดียวไม่มีทางเอาชนะนกกระจอกเทาจำนวนมากขนาดนั้นได้ จะตายเมื่อไหร่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เฒ่าหวังปิดหูและพึมพำกับตัวเอง “ฉันไม่ผิด ฉันก็แค่ต้องการมีชีวิตรอดต่อไป คนจากแดนรกร้างที่ไม่เคยเรียนหนังสืออย่างมัน ก็มีแต่พวกชาวบ้านโง่ ๆ ข้างนอกนั่นแหละที่นับถือ ถ้าฉันมีวัตถุต้องห้าม ฉันก็ฆ่าไฮยีน่าได้เหมือนกัน ฉันก็เป็นฮีโร่ได้”
ยิ่งพูด เขาก็ยิ่งพูดเร็วขึ้น ในแววตาค่อย ๆ ปรากฏประกายแห่งความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง “ต้องการกระสุนไปสู้กับนกกระจอกเทาเหรอ? เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร? ขนาดพวกผู้บัญชาการยังช่วยเมืองเถ้าธุลีไม่ได้เลย แล้วเขาจะมาทำเป็นพระเอกอะไร?
เขาต้องหลอกฉันแน่ ๆ อยากจะหลอกให้ฉันเปิดประตูแล้วเข้ามาหลบข้างใน จริง ๆ แล้วคงกลัวจนตัวสั่นอยู่... เสียงอะไรน่ะ!?”
เฒ่าหวังสะดุ้งสุดตัวราวกับนกที่ตื่นธนู เขามองไปยังหน้าต่างในร้านเหล้า และสบเข้ากับดวงตาสีขาวซีดไร้ประกายคู่หนึ่งพอดี ในชั่ววินาทีนั้น เขาตกใจกลัวจนแทบหัวใจวาย
ตุบ ตุบ ตุบ
นกกระจอกเทากระแทกหน้าต่างไม่หยุด ทุกครั้งที่กระแทกก็เหมือนกับกระแทกเข้ามาที่หน้าอกของเขา กระจกที่เปราะบางเริ่มปรากฏรอยร้าว ข้าวของที่ใช้อุดหน้าต่างไว้ก็ร่วงหล่นลงมากระจายเกลื่อนพื้น
“อย่า... อย่ากระแทกนะ! ไปกินไป๋เหย่สิ เขาอยู่ข้างนอกนั่น...”
ความกลัวทำให้เฒ่าหวังไม่กล้าลุกขึ้นไปเสริมความแข็งแรงของหน้าต่างแม้แต่น้อย ทำได้เพียงแต่ภาวนาอย่างต่อเนื่อง
ทว่า หากคำอธิษฐานได้ผลจริง โลกนี้ก็คงไม่มีภัยพิบัติและความเจ็บป่วยอีกต่อไปแล้ว
เพล้ง!
กระจกที่เปราะบางแตกกระจายในที่สุด นกกระจอกเทาตัวใหญ่เท่าเหยี่ยวเบียดตัวเข้ามา ดวงตาที่เต็มไปด้วยไอแห่งความตายจับจ้องไปที่ร่างของเฒ่าหวังอย่างไม่วางตา
“อ๊าก!!”
เฒ่าหวังกรีดร้องออกมา พยายามวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต นกกระจอกเทากระพือปีกไล่ตามเขาไป
ข้าวของภายในร้านเหล้าช่วยชีวิตเฒ่าหวังเอาไว้ ยางรถยนต์ที่แขวนประดับอยู่ตามเสาและผนังได้บีบพื้นที่การบินของนกกระจอกเทา ทำให้มันเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก
น่าขันที่ยางรถยนต์เหล่านี้คือสิ่งที่เฒ่าหวังเกลียดที่สุด ร้านเหล้า ‘วันวาน’ ของเขาต้องถูกพวกชาวแดนรกร้างล้อเลียนว่าเป็น ‘ร้านเหล้ายางรถยนต์’ ก็เพราะยางพวกนี้ เขาเคยสาบานนับครั้งไม่ถ้วนว่าถ้ามีเงินเมื่อไหร่ จะต้องเอายางรถยนต์ทั้งหมดออกไปให้หมด
เฒ่าหวังวิ่งวนไปทั่วร้านเหล้าอย่างสับสน ก่อนจะพบด้วยความตกใจสุดขีดว่า ทางออกทั้งหมดถูกตัวเขาเองปิดตายไปแล้ว ด้วยความลนลาน เขาจึงรีบวิ่งไปที่ประตูใหญ่และเริ่มรื้อโต๊ะกับเก้าอี้ที่ขวางประตูอยู่ออกอย่างบ้าคลั่ง
“ข้างนอกยังมีเสียงปืน! แสดงว่าไป๋เหย่ยังไม่ตาย เขามีวัตถุต้องห้าม เขาช่วยฉันได้!!”
แคว่ก!
กรงเล็บแหลมคมข่วนเข้าที่แผ่นหลังของเฒ่าหวังอย่างแรง รอยเล็บสามรอยที่ลึกจนเห็นกระดูกนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
“อ๊าาาา!”
เขาพลางกรีดร้อง พลางใช้โต๊ะเก้าอี้ที่ขวางประตูอยู่ขว้างใส่นกกระจอกเทา นกที่ถูกขว้างใส่เพียงแค่ขนร่วงไปสองสามเส้นเท่านั้น ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก แต่ก็ถือว่าช่วยสกัดการโจมตีของมันได้ชั่วคราว
มือทั้งสองข้างของเขาถูกเสี้ยนไม้ตามขอบโต๊ะและเก้าอี้บาดจนเลือดอาบ แต่ความกลัวได้ช่วยให้เขาลืมความเจ็บปวดเหล่านี้ไปแล้ว
ในที่สุด... เมื่อสิ่งกีดขวางชิ้นสุดท้ายถูกนำออกไป ประตู... ก็เปิดออก